สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ “สรุปผลการดำเนินงานตามแผนงานบูรณาการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569” เมื่อวันที่ 14 ก.ย. 69 ที่ห้องประชุม Diamond Ballroom 1 ชั้น 4 โรงแรมแกรนด์ริชมอนด์ จ.นนทบุรี โดยมีผู้บริหารส่วนราชการ ผู้บริหารสำนักงาน ป.ป.ช. และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม

นายสุชาติ กรวยกิตานนท์ รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. กล่าวว่า สำนักงาน ป.ป.ช. ได้รับมอบหมายให้เป็นหน่วยงานเจ้าภาพหลักในการขับเคลื่อนแผนงานบูรณาการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ ทำหน้าที่กำกับ ดูแล ติดตามประเมินผลสัมฤทธิ์ และตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณ เพื่อให้การดำเนินงานของทุกหน่วยงานเกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล พร้อมขอบคุณทุกหน่วยงานที่ร่วมกันขับเคลื่อนภารกิจตลอดปีงบประมาณ 2569

สำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 แผนงานบูรณาการฯ ได้รับการจัดสรรงบประมาณรวม 943.3323 ล้านบาท มีหน่วยงานร่วมบูรณาการ 39 หน่วยงาน โดยข้อมูล ณ วันที่ 28 สิงหาคม 2569 มีผลการเบิกจ่ายแล้ว 814.6260 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 86.36 และยังมี 12 หน่วยงานอยู่ระหว่างดำเนินการในไตรมาสที่ 4

ผลการดำเนินงานในมิติ “ปลูกฝังวิธีคิด ปลุกจิตสำนึก ให้มีวัฒนธรรมและพฤติกรรมซื่อสัตย์สุจริต” พบว่า สัดส่วนเด็กและเยาวชนไทยที่มีพฤติกรรมยึดมั่นความซื่อสัตย์สุจริตอยู่ที่ ร้อยละ 89.90 สูงกว่าเป้าหมายร้อยละ 86 ขณะที่สัดส่วนประชาชนที่มีวัฒนธรรม ค่านิยมสุจริต และมีทัศนคติในการต่อต้านการทุจริตอยู่ที่ ร้อยละ 89.20 สูงกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้เช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ ยังมีการปรับปรุงแผนการจัดการเรียนรู้หลักสูตรต้านทุจริตศึกษา จำนวน 13 แผน ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน พร้อมบูรณาการกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อผลักดันกฎหมาย ป.ป.ช. และหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาเข้าสู่สถาบันอุดมศึกษา 89 แห่ง ผ่านระบบ e-Learning ตลอดจนสร้างและพัฒนาวิทยากรตัวคูณเพื่อขยายองค์ความรู้สู่เด็กและเยาวชนทั่วประเทศ ขณะเดียวกัน การประเมินคุณธรรม และความโปร่งใส ในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ หรือ ITA ในปีงบประมาณ 2569 มีหน่วยงานเข้าร่วมทั่วประเทศ 8,319 หน่วยงาน และยังขยายการประเมินไปสู่ภาคเอกชนคู่ค้าคู่สัญญาภาครัฐผ่าน ITAGC

ในส่วนของการป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบ มีการขับเคลื่อนมาตรการป้องกันการทุจริตตามมาตรา 32 ในหลายประเด็นสำคัญ เช่น การรับและให้สินบน การใช้ประโยชน์ที่ราชพัสดุ โครงการอาหารกลางวันนักเรียน การทุจริตเชิงนโยบาย รวมถึงประเด็นเสี่ยงในระดับพื้นที่ โดยผลการดำเนินงานพบว่า คดีทุจริตในภาพรวมลดลง ร้อยละ 47.13 จาก 3,429 เรื่องในปีฐาน 2565 เหลือ 1,813 เรื่องในปี 2569 ขณะที่คดีทุจริตที่เกี่ยวข้องกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองลดลงร้อยละ 100 ตามข้อมูลที่ใช้ประกอบการประเมิน ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569

สำนักงาน ป.ป.ช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังได้ดำเนินการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของเจ้าพนักงานของรัฐ 28,890 บัญชี พร้อมตรวจสอบและไต่สวนคดีร่ำรวยผิดปกติ 133 เรื่อง ตลอดจนนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน อาทิ ระบบจัดการต่อต้านการติดสินบนตามมาตรฐาน ISO 37001:2016 การพัฒนาเกณฑ์ประเมินความเสี่ยง ด้านการขัดกันระหว่าง ประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวมและแพลตฟอร์มป้องกันการทุจริตด้านการจัดซื้อจัดจ้าง

ด้าน การปราบปรามการทุจริต มีการเร่งรัดกระบวนการดำเนินคดีให้แล้วเสร็จภายในกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด พร้อมนำเทคโนโลยีดิจิทัลและระบบปัญญาประดิษฐ์ มาสนับสนุนการบริหารจัดการคดีและวิเคราะห์พยานหลักฐาน โดย ณ วันที่ 31 ส.ค. 2569 มีการดำเนินงานด้านปราบปรามการทุจริต 5,428 เรื่อง มีการยึดหรืออายัดทรัพย์สิน ตามกฎหมายฟอกเงินรวมมูลค่า 114,847,235.84 บาท และดำเนินการสืบสวนตรวจสอบข้อเท็จจริง จากเบาะแสหรือเรื่องร้องเรียนอีก 50 คดี

อย่างไรก็ตาม ผลการประเมินยังสะท้อนประเด็นที่ต้องเร่งพัฒนา โดยสัดส่วนกระบวนการดำเนินคดีทุจริตที่จำเป็นต้องขอขยายระยะเวลาเกินกรอบปกติอยู่ที่ ร้อยละ 73.11 สูงกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ไม่เกินร้อยละ 20 ขณะที่สัดส่วนคดีอาญาที่หน่วยงานไต่สวนคดีทุจริตถูกฟ้องกลับต่อคดีที่ส่งฟ้องทั้งหมดอยู่ที่ ร้อยละ 0 ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายไม่เกินร้อยละ 3

สำหรับภาพรวมระดับประเทศ ผลการประเมิน ITA ปี 2568 มีคะแนนเฉลี่ย 93.82 คะแนน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 0.77 คะแนน และเป็นคะแนนเฉลี่ยสูงที่สุดนับตั้งแต่มีการประเมิน ITA ส่วนดัชนีการรับรู้การทุจริต หรือ CPI ปี 2568 ประเทศไทยได้ 33 คะแนน อยู่อันดับ 116 จาก 182 ประเทศ ขณะที่ผลตัวชี้วัดสำหรับปีงบประมาณ 2569 อยู่ระหว่างรอการประกาศในช่วงต้นปี 2570

อีกหนึ่งความก้าวหน้าสำคัญ คือ การเตรียมความพร้อมของประเทศไทยในการเข้าเป็นสมาชิก องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) โดยประเทศไทยได้ยื่นคำขอเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาต่อต้านการให้สินบนของ OECD ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญในการยกระดับกฎหมายและการบังคับใช้ของไทย ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล รวมถึงการนำมาตรฐาน ISO 37001 เทคโนโลยีดิจิทัลและระบบวิเคราะห์ข้อมูล มาใช้เฝ้าระวังและปิดช่องโหว่ ที่อาจนำไปสู่การทุจริตตั้งแต่ต้นทาง