ภายหลัง กกต.แถลงคดีเลือก สว. โดยส่งฟ้องศาลฎีกา 77 คน เป็น สว.ปัจจุบัน 26 คน และมี สส. 1 คน คือ นายสมเจตน์ ลิมปะพันธุ์ สส.สุโขทัย พรรคภูมิใจไทย  นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ขอฉันทามติจากประชาชนใช้เงินกองทุนสู้ กกต. 1 ล้านบาท จ้างทีมทนายความที่ดีที่สุด เปิดกฎหมายทุกฉบับ ฟ้อง กกต.ทุกชุดที่เกี่ยวข้องกับคดีฮั้วการเลือก สว. ทุกมาตรา ทุกศาล ทุกช่องทาง ภายใน 26 วัน เท่ากับจำนวน สว. 26 คน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการลงมติส่งฟ้อง สว. 77 คน กกต.มักจะมีมติเป็นเสียงข้างมากข้างน้อย ส่วนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพรรคภูมิใจไทยถูกร้องรวม 21 ราย และ กกต.มีมติไม่สั่งฟ้องทั้งหมดนั้นก็เป็นเสียงข้างมาก 5 : 2 เสียง โดยสองเสียงข้างน้อย คือ นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ และนายชาย นครชัย 

นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ  กกต.  1 ใน 2 เสียงข้างน้อย ออกมาแถลงข่าวชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีการลงมติคดีทุจริตการเลือก สว. ว่า ที่ประชุม กกต. มีมติไม่เป็นเอกฉันท์ โดยตนและนายชาย นครชัย  เป็น 2 เสียงข้างน้อยที่เห็นควรให้สั่งฟ้อง พยานหลักฐานที่ทำให้ กกต.เสียงข้างน้อยเชื่อว่ามีการกระทำผิดจริง เกิดจากการร้อยเรียงพฤติการณ์กระจายทั่วประเทศ อาทิ นครศรีธรรมราช ภูเก็ต หนองบัวลำภู อุทัยธานี นครสวรรค์ และสุโขทัย ซึ่งมีการจัดทำ “โพยฮั้ว” 12 โพย และผู้ที่ได้รับเลือกอันดับ 1-7 ล้วนมีรายชื่อตรงกับในโพยทั้งหมด นอกจากนี้ ยังมีหลักฐานภาพจากกล้องวงจรปิดในวันเลือก สว. ระดับประเทศ (26 มิ.ย. 2567) ที่บันทึกภาพผู้สมัครดึงโพยออกมาลอก รวมถึงภาพถ่ายโพยในโทรศัพท์ที่ระบุวันเวลาชัดเจน

“เป็นการยืนยันว่าโพยดังกล่าวมีอยู่จริงตั้งแต่ต้น ไม่ใช่การจัดทำขึ้นภายหลังเพื่อกลั่นแกล้งกัน นอกจากนี้ ยันว่าพยานปากสำคัญที่เคยเป็นหน้าห้องรัฐมนตรีและเลขาฯ สส. ให้การสอดคล้องกับอดีตผู้สมัคร สว. ว่ามีการนัดประชุม สว. ใหม่ เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2567 ที่โรงแรมแห่งหนึ่งใน กทม. เพื่อล็อกตัวประธานและรองประธาน สว. และมีคนระดับแกนนำพรรคปรากฏตัวในสถานที่ดังกล่าว

นอกจากนี้ แม้จะพบการโอนเงินจำนวนหลักแสนบาทไปยัง สว. ตัวจริงบางรายและทีมงานในพื้นที่ภาคใต้ แต่การสอบสวนกลับต้องหยุดลง เนื่องจากมติ กกต. เสียงข้างมาก 4 ต่อ 3 ก่อนหน้านี้ไม่รับรองเส้นทางการเงินดังกล่าว ขณะนี้สำนวนของ กกต. ถือว่าเสร็จสิ้นแล้วและเตรียมส่งไปยังศาลฎีกา ซึ่งไม่สามารถแก้ไขมติได้อีก เว้นแต่ศาลฎีกาจะใช้ดุลพินิจไต่สวนเพิ่มเติมตามหลักความเป็นธรรม”

นายสิทธิโชค สิงหเสนี ทนายความของ “นายกฯ หนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และรมว.มหาดไทย เดินทางเข้ามายื่นฟ้อง “เป๋า” ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือไอลอว์ ในความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาจากกรณีนายยิ่งชีพให้สัมภาษณ์ที่รัฐสภาเมื่อวันที่ 21 ก.ค. กล่าวหามีเนื้อหาว่านายอนุทินมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการฮั้ว สว. ส่วนจะมีใครโดนฟ้องกรณีนี้อีกหรือไม่ขึ้นอยู่กับตัวนายกรัฐมนตรี   

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในส่วนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งรับผิดชอบสอบสวนสำนวนคดีพิเศษที่ 24/2568 กรณีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ปัจจุบันอยู่ระหว่างการสอบสวนเพิ่มเติม เมื่อ กกต. อ่านคำวินิจฉัย จะต้องทำสำนวนภายใน 60 วัน จากนั้น ดีเอสไอจะดูว่าแต่ละกรรมการมีความเห็นอย่างไรบ้าง แล้วสอบสวนจนสิ้นกระแสความ เนื่องจากอัยการคดีพิเศษมองว่า มีสมาชิกกลุ่มคณะบุคคลผู้กระทำความผิดร่วมร่วมกันวางแผนเป็นขั้นตอน เกี่ยวพันกับบุคคลจำนวนมาก มีลักษณะเป็นองค์กรขนาดใหญ่ ร่วมกันวางแผนเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจนิติบัญญัติฝ่ายวุฒิสภาโดยฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ

สำหรับประเด็นที่ประธาน กกต. หยิบยกมาว่าคำให้การของ พยานรหัสที่ 16 (นายเอกราช ช่างเหลา) ไม่สามารถรับฟังได้นั้น ในการให้ปากคำครั้งแรกๆ ของพยานรายนี้ ก็มีพนักงานอัยการ สำนักงานการสอบสวน ที่มาร่วมสืบสวนสอบสวนรับฟังอยู่ด้วย แต่ในภายหลังของการเริ่มกลับคำให้การ เจ้าตัวกลับส่งหนังสือขอแก้ไขคำให้การไปยังประธาน กกต.ซึ่งเป็นเพียงจดหมาย 1 ฉบับ พฤติกรรมอาจมองได้ว่าเป็นการให้การเท็จต่อเจ้าพนักงานหรือพนักงานสอบสวนหรือไม่ ซึ่งเข้าข่ายมีความผิดฐานให้การเท็จ จึงต้องดูว่าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษจะดำเนินการอย่างไร

ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. เปิดเผยว่า กรณีที่ กกต. เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลเฉพาะเจาะจงจำนวน 6 ราย ซึ่งมีพฤติการณ์ฝ่าฝืนกฎหมายเกี่ยวกับการถ่ายภาพในหน่วยเลือกตั้ง เหตุเกิดจากการเลือกตั้งใหม่เมื่อวันที่ 22 ก.พ. 2569 ที่หน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขตคันนายาว กรุงเทพมหานคร ว่า ขณะนี้ บช.ก. ได้แต่งตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนขึ้นมาดูแลคดีดังกล่าวเป็นการเฉพาะแล้ว อยู่ระหว่างเร่งรัดรวบรวมพยานหลักฐาน

ส่วนกรณีล่าสุดที่ดีเอสไอและ กกต. เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ที่นำเอกสารสำนวนสอบสวนคดีฮั้วเลือก สว. ซึ่งเป็น เอกสารทางราชการที่มีชั้นความลับไปเผยแพร่นั้น พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ ระบุว่า คดีดังกล่าวอยู่ในความรับผิดชอบของกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) หรือกองปราบปราม ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเร่งรัดดำเนินการสืบสวนสอบสวน  

ที่รัฐสภา มีการประชุมวุฒิสภา และกรรมาธิการของวุฒิสภา ที่อาคารวุฒิสภา มีผู้สื่อข่าวมาดักรอ สว.จำนวนมากตั้งแต่โถงด้านหน้าจนถึงหน้าห้องประชุมจันทรา จนทำให้ สว.ส่วนใหญ่มีอาการแตกตื่น มีการโทรศัพท์แจ้งกันว่ามีสื่อมวลชนมารอทำข่าว ฝ่ายอาคารสถานที่ได้จัดตำรวจมา 1 ชุด มาตรวจสอบความเรียบร้อย ขณะที่ห้องประชุม กมธ.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา ที่มี นายชีวะภาพ ชีวะธรรม 1 ในรายชื่อ 26 สว. ได้มีสื่อมวลชนไปรอทำข่าวที่หน้าห้องประชุมเช่นกัน แต่นายชีวะภาพไม่ประชุม ให้คนอื่นเป็นประธานแทน 

นายสุเทพ สังข์วิเศษ สว. ได้เดินทางเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการ ด้วยสีหน้าที่ไม่พอใจ พร้อมพูดเสียงแข็งว่า “ไม่โอเค” พร้อมได้ปัดกล้องผู้สื่อข่าว ก่อนจะเดินจากไป ส่วน นายสมหมาย ศรีจันทร์ สว.ที่ถูกส่งฟ้องด้วย และมาประชุม กมธ. กล่าวด้วยท่าทียิ้มแย้มว่า ยังไม่มีการพูดคุยเรื่องคดี ตนยินดีในการเปลี่ยนแปลง ขอบคุณทุกท่าน ไม่ต้องห่วง เรายังทำหน้าที่ของเราอยู่  หากศาลให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ก็ทำตามกฎหมาย เรามาตามรัฐธรรมนูญ ก็ต้องออกไปตามรัฐธรรมนูญ  

น.ส.อัจฉรพรรณ หอมรส  สว. ให้สัมภาษณ์การที่ กกต. มีมติส่งฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งว่า ไม่กังวล และว่า เคยชี้แจงกับ กกต.แล้ว ยังไม่คุยกับ สว.อีก 26 คน ซึ่งอาจแยกกันต่อสู้คดี

นายวิวรรธน์ ไกรพิสิทธิ์กุล สว. 1 ใน 26 สว.ที่ถูกส่งฟ้องศาล กล่าวว่า ตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องคดีฮั้ว สว. ตนเป็น สว.เชียงใหม่ แต่ถูกพาดพิงมีเส้นเงินเกี่ยวข้องกับ นายวิเชียร ชัยสถาพร อดีต สว.ลำพูน ที่เป็นน้องชายของตน ที่พ้นตำแหน่ง สว. เพราะผิดเรื่องแจ้งเท็จคุณสมบัติผู้สมัคร สว. แต่ กกต.ไปฟังคำให้การของพยานคนหนึ่งชื่อ “อาทร” ใส่ร้ายว่า ตนและน้องชายจ่ายเงินให้พยานรายนี้ ทั้งที่ไม่เกี่ยวข้องด้วย ถ้าน้องชายทำผิด ถามว่าพี่ชายต้องผิดด้วยหรือ

“ที่ผ่านมา กกต. ก็ไม่เคยเรียกไปชี้แจงข้อกล่าวหาเรื่องนี้  ก็ยังงงอยู่ว่ามาเกี่ยวข้องได้อย่างไร ดูแล้วเรื่องนี้เล่นการเมืองมากเกินไป ผมรู้สึกน้อยใจที่คนดีอยู่ยากในประเทศนี้ พร้อมไปต่อสู้ชั้นศาลฎีกา”

นายนิพนธ์ เอกวานิช  สว. ซึ่งเป็น 1 ใน 26 สว. ที่ถูกส่งศาล กล่าวว่า ไม่กังวล จะรอดูว่าจะแจ้งข้อหาอะไร และยืนยันว่าไม่ได้ทำผิดอย่างที่เขากล่าวหา ซึ่งเคยชี้แจงไปแล้ว ส่วน นายอลงกต วรกี  สว. 1 ใน 26 คนที่ กกต.มีมติส่งฟ้องศาล กล่าวว่า ได้คุยกับกลุ่มเพื่อนที่โดนฟ้อง เป็นการปรับทุกข์ผูกมิตร แต่ไม่ได้ตั้งไลน์กลุ่ม สิ่งที่ กกต.วินิจฉัยก็เป็นไปตามระเบียบกฎหมาย เรายอมรับคำวินิจฉัยของ กกต. อยู่แล้ว ต้องไปดูในกระบวนการของศาลต่อไป  ไม่ได้ไม่สะทกสะท้าน หากถามว่าดีใจไหม เสียใจไหม ตนเองเฉยๆ เพราะชีวิตผ่านมาเยอะแล้ว แค่นี้เขาก็ว่าแล้วบอกว่าอย่าไปเจอนักข่าว

ที่รัฐสภา “ประธานตุ๋ง” โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ “หัวหน้าเท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หน้าพรรคประชาชน ระบุว่าประธานสภา พยายามตีกรอบการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลว่าไม่ให้พูดถึงเรื่องคดีฮั้วในการเลือก สว. ว่า “โอ๊ย ผมไปตีที่ไหน ผมยังไม่ได้พูดอะไรสักคำ  ยังไม่รู้ว่าเขาจะยื่นอะไร อย่าทำให้มันสับสน ผมไม่ได้พูดอะไรซ้าก (ลากเสียงยาว) คำ เรื่องอภิปรายหรือไม่อภิปรายผมยังไม่รู้เลย เรื่องไหนที่เกี่ยวกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เขาสามารถพูดได้หมดตามสิทธิของ สส.ที่มีตามรัฐธรรมนูญและมีในข้อบังคับ”

“รมต.แบต” ภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ไอลอว์ระบุว่า นายเอกราช ช่างเหลา อดีต สส.ขอนแก่น พรรคภูมิใจไทย พยานที่ 16/26 ซัดทอดว่านายภราดร เป็นผู้ริเริ่มและคิดค้นกระบวนการฮั้ว สว. ว่า บอกแบบตรงไปตรงมาว่าตนคงไม่ฉลาดที่จะคิดค้นระบบให้ได้มาซึ่ง สว.ทั้งหมดขนาดนั้น อีกทั้งเมื่อวันที่ 14 ก.ย. 69 ประธาน กกต.ได้พูดชัดว่า เมื่อไปตรวจสอบกับพยานแวดล้อมอื่น หลักฐานอื่น หรืออื่นๆ เช่น โปรแกรม การจ้างบุคคลอื่นให้ไปทำ ก็ไม่มี จึงทำให้พยานดังกล่าวที่ให้ปากคำไว้จึงไม่มีความเข้มแข็ง  

“มีกระบวนการหวังล้มล้างพรรคภูมิใจไทย เพื่อนำไปสู่การยุบพรรค เพราะหากมี กก.บห.คนใดคนหนึ่งมีอันเป็นไป จะนำไปสู่การยุบพรรคซึ่งเป็นปรารถนาสูงสุดของเขา จุดเริ่มต้นของเรื่องทั้งหมดมาจากพยานที่ 16/26 และมีธงปักเอาไว้ว่าทำอย่างไรที่จะยุบพรรคภูมิใจไทย ทุกอย่างก็เดินไปตามพยานที่ 16/26 ตั้งธงไว้แต่แรก” นายภราดร กล่าว

“โกแพ” วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย กล่าวถึงการที่ “โกเกียรติ” สมเกียรติ เลียงประสิทธิ์ ซึ่งเป็นบิดา โดนส่งฟ้องด้วย ว่า ได้พูดคุยกับคุณพ่อเมื่อวันที่ 14 ก.ย. เราเคารพผลการพิจารณาของทาง กกต. ยังมั่นใจและพร้อมที่จะเข้าไปพิสูจน์ในกระบวนการต่อไป  เราไม่ได้เตรียมคำชี้แจง เพราะเรามั่นใจว่าไม่ได้ทำอะไรแบบนั้น จะเชื่อมโยงอย่างไร เพราะความเชื่อมโยงอย่างเดียวคือมีความสัมพันธ์เป็นพ่อลูก แล้วตนไปทำอะไร ต้องดูตามข้อเท็จจริง

อีกเรื่องที่สำคัญ เวลา 08.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นของสิงคโปร์ คณะกรรมาธิการประนอมภาคบังคับ ในกระบวนการประนอมระหว่างไทยกับกัมพูชา ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.1982 (United Nations Convention on the Law of the Sea: UNCLOS) เริ่มการประชุมครั้งแรก โดย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรมว.การต่างประเทศ หัวหน้าคณะเจรจาฝ่ายไทย สับแหลกว่า กัมพูชาควรคำนึงถึงเหตุการณ์ที่นำมาสู่ความขัดแย้งก็มาจากกัมพูชาทั้งนั้น เช่น เรื่องยิงก่อน แต่ยังคงกล่าวร้ายประเทศไทยครั้งแล้วครั้งเล่า โดยนำเสนอเรื่องราวที่เป็นเท็จ บิดข้อเท็จจริง ไทยขอยืนยันเขตทางทะเลของไทย ตามที่ปรากฏในพระบรมราชโองการ เมื่อวันที่ 18 พ.ค. 2516 ขอย้ำว่ากระบวนการประนอมนี้ ไม่เกี่ยวข้องกับอธิปไตยเหนือดินแดงทางบก รวมถึงเกาะกูด ไทยปฏิเสธเส้นเขตไหล่ทวีปที่กัมพูชาอ้างสิทธิฝ่ายเดียว เมื่อปี 2515  

นายปรัก สุคน รมว.ต่างประเทศ กัมพูชา กล่าวถ้อยแถลงตอนหนึ่ง เรียกร้องให้ไทยมีส่วนร่วมในกระบวนการนี้อย่างสร้างสรรค์ ควบคู่กับการฟื้นสัมพันธ์ทวิภาคีที่มีทั้งหมด ขอให้ผู้พลัดถิ่นของกัมพูชากว่า 20,000 คน กลับคืนสู่พื้นที่  กัมพูชาเตรียมพร้อมที่จะตกลงข้อตกลงเพื่อพัฒนาทรัพยากรชั่วคราวอย่างเท่าเทียมกัน โดยที่ยังไม่มีข้อตกลงเขตแดนทางทะเล หรือ ให้ กมธ. ออกมาตรการชั่วคราว เพื่อให้สามารถนำทรัพยากรทางทะเลขึ้นมาใช้ประโยชน์ก่อน หากไม่มีการระงับข้อพิพาท  และกัมพูชาขอให้คณะกรรมาธิการประนอม จัดเตรียมรายงานข้อเสนอแนะให้ทั้ง 2 ฝ่าย

ฟังข้อเสนอกัมพูชาแล้วคิดว่าอย่างไรกัน ?.