บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด หรือ บีไอจี ผู้ผลิตและจำหน่ายก๊าซอุตสาหกรรมในประเทศไทย ได้รับการรับรองเครื่องหมายคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint of Product: CFP) และเครื่องหมายลดโลกร้อน (Carbon Footprint Reduction: CFR) จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) โดยเป็นผู้ผลิตก๊าซอุตสาหกรรมรายแรกในประเทศไทยที่นำผลิตภัณฑ์ก๊าซเข้าสู่กระบวนการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์และได้รับฉลาก CFR จาก อบก.

การรับรองดังกล่าวครอบคลุมผลิตภัณฑ์ก๊าซอุตสาหกรรมหลัก 6 รายการ ได้แก่ ออกซิเจนเหลว ไนโตรเจนเหลว อาร์กอนเหลว ก๊าซออกซิเจน ก๊าซไนโตรเจน และไฮโดรเจน ซึ่งได้รับเครื่องหมาย CFP ในปี 2569 ตามมาตรฐานสากลจีเอชจี โปรโตคอล (GHG Protocol) และไอเอสโอ (ISO) โดยผลิตภัณฑ์ทั้ง 6 รายการสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 50% เมื่อเทียบกับกระบวนการผลิตแบบปกติ
นอกจากการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์แล้ว บีไอจียังได้รับการรับรองเครื่องหมาย CFR สำหรับไนโตรเจนเหลวและไฮโดรเจนเป็นครั้งแรก โดยเครื่องหมายดังกล่าวใช้รับรองผลิตภัณฑ์ที่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้จริงตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
ผลการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาจากการพัฒนาและปรับปรุงกระบวนการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและทรัพยากร รวมถึงการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในกระบวนการผลิต
‘อรลา เจริญลาภ’ กรรมการผู้จัดการ บีไอจี กล่าวว่า การได้รับการรับรอง CFP และ CFR เกิดขึ้นจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์และกระบวนการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในทุกขั้นตอนของห่วงโซ่คุณค่า พร้อมใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและทรัพยากร
แนวทางดังกล่าวยังมีเป้าหมายเพื่อให้ลูกค้านำข้อมูลคาร์บอนของผลิตภัณฑ์ไปใช้ลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์และวางแผนการดำเนินงานด้านความยั่งยืน ภายใต้กลยุทธ์ “การสร้างอนาคตที่สะอาดขึ้น” (Generating a Cleaner Future)
อรลา กล่าวว่า ปัจจุบันองค์กรทั่วโลกต้องรับมือกับข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มข้นขึ้น ข้อมูลจากการรับรอง CFP และ CFR จึงสามารถนำไปใช้ประกอบการจัดทำรายงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) การบริหารจัดการคาร์บอน รวมถึงการวางแผนธุรกิจให้สอดคล้องกับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)
บีไอจียังมุ่งพัฒนาโซลูชันและนวัตกรรมด้านก๊าซอุตสาหกรรม เพื่อช่วยลูกค้าเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งข้อมูลคาร์บอนของผลิตภัณฑ์จากการรับรองสามารถนำไปประกอบการจัดการคาร์บอนของลูกค้าได้
สำหรับภาคอุตสาหกรรม การมีข้อมูลคาร์บอนของผลิตภัณฑ์จึงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตั้งแต่กระบวนการผลิตไปจนถึงห่วงโซ่คุณค่า และเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและเป้าหมาย Net Zero



