สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานจากกรุงมาดริด ประเทศสเปน เมื่อวันที่ 16 ก.ย. ว่า สำนักงานคุ้มครองข้อมูลแห่งสเปน (เออีพีดี) ระบุในบล็อกบนเว็บไซต์ของหน่วยงานว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเกี่ยวข้องกับเอเจนต์เอไอที่ใช้โมเดลภาษาขนาดใหญ่ที่เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย เพื่อระบุช่องโหว่ เข้าถึงระบบ รวมถึงแก้ไขข้อมูลส่วนบุคคลและเข้าถึงเอกสารเรียกเก็บเงินในเวลาต่อมา

“การละเมิดข้อมูลดังกล่าวได้รับรายงานจากองค์กรที่ได้รับผลกระทบ และข้อมูลยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ ซึ่งการใช้โมเดลเอไอเฉพาะไม่ได้หมายความว่า ตัวโมเดลหรือโครงสร้างพื้นฐานของผู้ให้บริการถูกบุกรุก หรือเทคโนโลยีนั้นถูกพัฒนาเพื่อจุดประสงค์ที่เป็นอันตรายแต่อย่างใด” เออีพีดี ระบุเสริม

อย่างไรก็ตาม หน่วยงานชี้ให้เห็นว่ากรณีเช่นนี้มีความสำคัญ เนื่องจากมีการกล่าวหาว่าบุคคลที่สามใช้เอเจนต์เอไอในการโจมตีหลายขั้นตอน โดยมีการแทรกแซงจากมนุษย์อย่างจำกัด ซึ่งเน้นย้ำถึงบทบาทที่เพิ่มขึ้นของระบบอัตโนมัติในเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์

อนึ่ง เหตุการณ์ในสเปนเกิดขึ้นในขณะที่หน่วยงานกำกับดูแลและหน่วยงานด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ ทั้งในสหรัฐและยุโรป เพิ่มการตรวจสอบความเสี่ยงที่เกิดจากระบบเอไอที่มีความสามารถมากขึ้น แม้ธุรกิจต่าง ๆ นำเทคโนโลยีนี้มาใช้ในอัตราที่รวดเร็วก็ตาม

ทั้งนี้ทั้งนั้น เออีพีดีระบุว่า เอไอไม่ได้สร้างภัยคุกคามใหม่ แต่มันเพิ่มความเร็ว ขนาด และความสามารถในการปรับตัวของเทคนิคอันตรายที่มีอยู่แล้ว ส่งผลให้เวลาในการตรวจจับและควบคุมลดลง พร้อมกับเสริมว่าผู้ควบคุม ผู้ประมวลผล และเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูล ต้องเตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์ที่ความเร็วของการโจมตีจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES