เมื่อวันที่ 16 ก.ย. ที่วัดป่าอดุลยาราม ถนนกัลปพฤกษ์ เขตเทศบาลนครขอนแก่น ทีมทนายความจากมูลนิธิทนายกองทัพธรรม หารือกับพระครูอดุลสารนิเทศ ภายหลังเจ้าพนักงานที่ดินได้ดำเนินการทางทะเบียนเปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินเลขที่ 61945 เนื้อที่ 21 ไร่ 3 งาน 61 ตารางวา จากเดิมเป็นชื่อ นายเฮียง พิมพ์ศรี มาเป็นชื่อ วัดป่าอดุลยาราม อย่างเป็นทางการแล้ว ทั้งยังคงแถลงถึงกรณีบุคคลที่เคยกล่าวดูหมิ่นหรือกล่าวหาพระครู รวมถึงแนวทางดำเนินคดีที่ทีมทนายได้เตรียมไว้

สาธุดังๆ! จบข้อพิพาทที่ดิน เปลี่ยนกรรมสิทธิ์คืนโฉนด ‘วัดป่าอดุลยาราม’ เรียบร้อยแล้ว

น.ส.พัณณ์ชิตา ไชยเดช หรือ “ทนายฟ้าใส” ทนายความ กล่าวว่า ทีมทนายได้รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อเตรียมดำเนินคดีกับ นายวรเดช ช่างบุ หรือ “ลุงแหวน ธานอส” จากกรณีกล่าวถึงพระครูอดุลสารนิเทศในรายการโทรทัศน์ โดยได้รายงานรายละเอียดให้เจ้าอาวาสทราบ แต่พระครูอดุลสารนิเทศขอบิณฑบาตเรื่องดังกล่าว และต้องการให้อภัยผู้ที่กล่าวดูหมิ่น จึงขอไม่ให้ทีมทนายดำเนินคดีในส่วนนี้ ซึ่งมูลนิธิทนายกองทัพธรรมรับดำเนินการตามความประสงค์ของเจ้าอาวาส

“ในส่วนของคดีกรณีบุกรุกวัด ซึ่งมีการแจ้งความและเข้าสู่กระบวนการอาญาไปแล้ว เป็นคดีที่ไม่สามารถยุติด้วยการให้อภัยในลักษณะเดียวกับคดีส่วนตัวได้ จึงต้องปล่อยให้กระบวนการกฎหมายดำเนินต่อไป ขณะที่พระครูอดุลสารนิเทศระบุว่า ในส่วนดังกล่าวขอให้เป็นเรื่องของกฎหมาย”

ทั้งนี้ พระครูอดุลสารนิเทศ เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม กล่าวว่า มีความยินดีที่โฉนดซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2533 ขณะนี้ชื่อในโฉนดได้เป็นของวัดป่าอดุลยารามเรียบร้อยแล้ว เมื่อทุกอย่างเป็นไปตามความเป็นจริง เรื่องคดีที่เกี่ยวข้องกับการกล่าวหมิ่นประมาทหรือดูหมิ่นดูแคลน หลวงพ่อขอให้อภัยทั้งหมด ไม่ติดใจเอาความ และได้แจ้งความประสงค์ต่อมูลนิธิทนายกองทัพธรรมแล้วว่าไม่ต้องการให้ดำเนินคดีกับผู้ที่กล่าวดูหมิ่น ซึ่งก่อนหน้านี้มีความกังวลว่า แม้ข้อพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์จะผ่านการพิจารณาของศาลมาแล้ว แต่ชื่อในโฉนดเลขที่ 61945 ยังคงเป็นชื่อนายเฮียง พิมพ์ศรี จนกระทั่งวันที่ 16 ก.ย. 2569 เจ้าพนักงานที่ดินจึงดำเนินการทางทะเบียนให้ชื่อวัดป่าอดุลยารามปรากฏในโฉนดอย่างสมบูรณ์ ทำให้ไม่วิตกกังวลเรื่องดังกล่าวอีกแล้ว

นางสุภาพร บุญพรหมมา หรือ “พี่แอ๋ว” อายุ 53 ปี บุตรสาวของ นายของ อินทรีย์ ไวยาวัจกรคนแรกของวัดป่าอดุลยาราม กล่าวว่า ตลอดช่วงที่ผ่านมาได้ช่วยหลวงพ่อและร่วมกับชาวบ้านฟันฝ่าอุปสรรคต่าง ๆ ไม่คิดว่าเรื่องราวจะขยายใหญ่โตจนมาถึงวันนี้ เมื่อทุกอย่างเดินทางมาถึงจุดนี้ รู้สึกว่าความดีย่อมชนะอธรรมเสมอ

“สิ่งที่อยากบอกกับบิดา หากวันนี้นายของ อินทรีย์ ยังรับรู้ได้ คือ ชาวชุมชนวัดป่าอดุลยาราม ได้ร่วมมือร่วมใจกันจนผ่านวิกฤติมาได้ และอยากบอกพ่อว่า วันนี้เราทำสำเร็จแล้ว สิ่งที่พ่อทำและปูพื้นฐานไว้ รอยมือรอยเท้าที่พ่อทำไว้ทุกอย่าง วันนี้เราชนะแล้ว ซึ่งหลังจากนี้ไม่น่าจะมีเหตุการณ์เลวร้ายเกิดขึ้นอีก และเมื่อเรื่องเดินทางมาถึงจุดหนึ่ง ทุกฝ่ายควรยอมรับว่าสิ่งที่ตนเองทำถูกหรือผิด สำหรับเรื่องการให้อภัยนั้น ส่วนตัวไม่ได้มีความอาฆาต และไม่ต้องการสาปแช่งใคร แต่อยากปล่อยให้เป็นเรื่องของผลจากการกระทำ เพราะแต่ละคนย่อมรู้แก่ใจว่าสิ่งที่ตนเองทำลงไปถูกหรือผิด”