เมื่อวันที่ 17 ก.ย. ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ ทนายตั้ม เดินทางเข้าพบพนักงานสืบสวนดีเอสไอ เพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติม หลังจากก่อนหน้านี้วันที่ 7 ก.ย. 69 ได้ยื่นเรื่องขอให้ตรวจสอบการดำเนินงานของนายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ หรือ กัน จอมพลัง และมูลนิธิกันจอมพลัง ช่วยสู้ เพื่อพิจารณาประเด็นเกี่ยวกับการดำเนินงาน การใช้จ่ายเงิน และทรัพย์สินของมูลนิธิฯ รวมถึงเส้นทางการเงินและพฤติการณ์ที่อาจเข้าข่ายใช้ทรัพย์สินผิดวัตถุประสงค์

นายษิทรา เปิดเผยว่า วันนี้ถือเป็นการเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบอย่างจริงจัง หลังจากก่อนหน้านี้ได้ยื่นเรื่องเกี่ยวกับข้อสงสัยในการระดมทุนและการใช้จ่ายเงินบริจาค โดยประเด็นที่ต้องการให้เจ้าหน้าที่ดีเอสไอตรวจสอบ ได้แก่ เงินบริจาคถูกนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์หรือไม่ รวมถึงเส้นทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อสิ่งของต่าง ๆ นอกจากนี้ ยังขอให้ตรวจสอบข้อกล่าวอ้างเกี่ยวกับการใช้บริษัทตัวกลาง หรือนอมินี เพื่อรับงานและอาจมีส่วนต่างจากการจัดซื้อ รวมถึงประเด็นเกี่ยวกับบัญชีธนาคารและธุรกรรมต่าง ๆ และ 1 ในประเด็นที่ตนตั้งข้อสงสัย คือ ทรัพย์สินที่มีการจัดซื้อจากเงินบริจาค โดยเฉพาะเครื่องปรับอากาศที่อ้างว่าเคยนำไปใช้ในพื้นที่เหตุอาคาร สตง.ถล่มนั้น หลังเสร็จภารกิจแล้วทรัพย์สินดังกล่าวถูกนำไปบริจาคต่อให้หน่วยงานใด หรือถูกนำไปใช้ประโยชน์ในลักษณะใด

จากข้อมูลที่ตนได้รับ พบว่ามีผู้สังเกตเห็นเครื่องปรับอากาศหลายเครื่องอยู่ภายใน G Live Studio ซึ่งเป็นสตูดิโอในจังหวัดนนทบุรี และตั้งข้อสงสัยว่าเครื่องปรับอากาศดังกล่าวเป็นเครื่องเดียวกับที่จัดซื้อจากเงินบริจาคหรือไม่ พร้อมย้ำว่า เรื่องนี้จำเป็นต้องตรวจสอบจากหลักฐานและเอกสาร นอกจากนี้ ยังมีกรณีรถโฟล์คลิฟต์ที่พบอยู่บริเวณสตูดิโอ โดยอ้างว่าเป็นรถที่เกี่ยวข้องกับการระดมทุนในช่วงสถานการณ์ชายแดน พร้อมตั้งคำถามถึงวัตถุประสงค์ในการนำรถดังกล่าวไปใช้งาน และเหตุการณ์ขนย้ายทรัพย์สินในช่วงกลางดึก ซึ่งตนต้องการให้ดีเอสไอตรวจสอบว่าเกี่ยวข้องกับกิจการของมูลนิธิฯ หรือการใช้งานส่วนตัวหรือไม่

นายษิทรา เผยต่อว่า ส่วนกรณีที่ตนเดินทางไปยัง G Live Studio เพื่อสอบถามเรื่องเครื่องปรับอากาศ โดยอ้างว่าได้รับคำตอบในเบื้องต้นว่าไม่มีเครื่องปรับอากาศแบบตั้ง ก่อนที่ภายหลังจะมีการยอมรับว่ามีเครื่องปรับอากาศอยู่ภายในสตูดิโอ ตนจึงขอเรียกร้องให้มีการชี้แจงที่มาของทรัพย์สินดังกล่าวอย่างชัดเจน ส่วนประเด็นการรับบริจาค ตนตั้งข้อสังเกตถึงลักษณะการทำงานของนายกัน จอมพลัง ว่า ในช่วงที่ผ่านมาอาจเน้นเคสขนาดใหญ่ที่สามารถระดมทุนได้ ก่อนที่จะกลับมาทำเคสช่วยเหลือประชาชนรายย่อยอีกครั้ง พร้อมขอให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูลดังกล่าวว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร และสำหรับการให้ปากคำต่อเจ้าหน้าที่ดีเอสไอในวันนี้ ตนเพียงต้องการให้ตรวจสอบการบริจาคทั้งหมด ตั้งแต่การรับเงิน การนำเงินไปใช้ตามวัตถุประสงค์ เส้นทางการโอนเงิน การจัดซื้อสินค้า ตลอดจนบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการรับงาน

นายษิทรา เผยด้วยว่า ตนได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการใช้บัญชีธนาคารของบุคคลอื่นในการทำธุรกรรม รวมถึงข้อสงสัยเกี่ยวกับธุรกรรมเงินจำนวนมาก และบัญชีที่ถูกธนาคารระงับหรืออายัด โดยย้ำว่าประเด็นเหล่านี้เป็นข้อมูลที่ต้องให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป

วันนี้ตนได้นำเอกสาร คลิปเสียง และข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับมูลนิธิฯ มามอบให้ ดีเอสไอ รวมถึงรายชื่อบุคคลที่อาจเป็นพยาน เพื่อให้เจ้าหน้าที่พิจารณาเรียกมาให้ข้อมูล ทั้งยังมีข้อมูลจากสายข่าวในวงเหล้า ระบุว่า อีกฝ่ายมีความเครียดและพยายามบล็อกช่องทางการติดต่อกับพยานบางคน เนื่องจากพยานหลายราย ซึ่งเป็นอดีตคนทำงาน รู้เห็นพฤติกรรมและวิธีการทำงานภายในเป็นอย่างดี โดยเฉพาะเรื่องการยึดโทรศัพท์มือถือระหว่างทำงานเพื่อป้องกันการถ่ายภาพ และบังคับให้ใช้เฉพาะโทรศัพท์ของบริษัทเท่านั้น

ขณะนี้พยานมีความหวาดกลัวสูง เนื่องจากคู่กรณีมีเครือข่ายและคอนเนกชั่นกว้างขวางในหลายวงการ อย่างไรก็ตาม ตนขอให้พยานทุกคนมั่นใจในระบบคุ้มครองพยานของเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ โดยได้ยกตัวอย่างเคสพยานในคดีตำรวจฟอกเงินที่ตนเคยดูแล ซึ่งได้รับความคุ้มครอง ปลอดภัย และได้รับการดูแลเรื่องที่พัก รวมถึงเงินเดือนตลอดระยะเวลา 2 ปี พร้อมยืนยันว่า พยานสามารถออกมาให้ข้อมูลได้อย่างปลอดภัย โดยมีเจ้าหน้าที่ดูแลตลอดเวลา นายษิทรา ระบุ

นายษิทรา ย้ำว่า อย่างไรก็ดี ข้อกล่าวหาที่นำมาร้องขอให้ตรวจสอบนั้น ยังต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ และต้องพิจารณาจากพยานหลักฐานว่าเข้าข่ายความผิดใดหรือไม่ โดยขอให้ดีเอสไอตรวจสอบทุกประเด็นอย่างรอบด้าน

เมื่อถามถึงเรื่องการแก้ไขปัญหาโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาล นายษิทรา กล่าวว่า ในวันอังคารที่ 22 ก.ย. นี้ ตนได้นัดหมายกับสมาคมคนตาบอดและสมาคมคนพิการแห่งประเทศไทย เพื่อเดินทางไปยื่นหนังสือที่ทำเนียบรัฐบาล ในการเรียกร้องให้มีการปฏิรูปการจัดสรรโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาลใหม่ทั้งหมด เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้พิการทุกกลุ่มที่ควรได้รับสิทธิอย่างทั่วถึง.