วันที่ 18 ก.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะทำงานขับเคลื่อนการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป ครั้งที่ 2/2569 ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธาน ว่า ในวันนี้เป็นการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยการประชุมที่ใช้เวลาค่อนข้างนานถึงกว่า 2 ชั่วโมง
ในวันนี้นายกรัฐมนตรีต้องการรับฟังข้อมูล และที่สำคัญคือการชี้แจงให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าใจกรอบการเจรจาที่ได้กำหนด ทั้งท่าทีหลักที่เรามุ่งหวังให้ได้สิทธิประโยชน์สูงสุด และท่าทีรองซึ่งเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำที่ประเทศไทยต้องมีจุดยืนในการเจรจาหากการเจรจาไม่เป็นไปตามท่าทีหลักที่วางไว้
นางศุภจี กล่าวว่า ปัจจุบันการเจรจาระหว่างไทยและ EU สามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้แล้วประมาณ 2 ใน 3 ของข้อบททั้งหมด และเหลืออีกราว 1 ใน 3 โดยการเจรจาในรอบที่ 10 มีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 28 ก.ย. นี้ ณ จังหวัดภูเก็ต โดยจะใช้ระยะเวลาเจรจากับตัวแทนจาก EU ประมาณ 1 สัปดาห์ ซึ่งการเจรจารอบที่ 10 นี้ ตั้งเป้าหมายที่จะปิดข้อบทส่วนที่เหลือให้หมด
จากนั้นจะไปสู่ขั้นตอนกระบวนการขัดเกลาทางกฎหมาย (Legal Scrub) และการจัดทำถ้อยคำ (Wording) ให้ตรงกันอย่างละเอียด เมื่อจัดทำร่างข้อตกลงและลงนามเรียบร้อย จะเสนอขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาต่อไป ซึ่งขั้นตอนทั้งหมดจะใช้เวลาประมาณ 1 ปี
เมื่อถามว่ามีสินค้าที่เป็นข้ออ่อนไหวในการเจรจาหรือไม่ นางศุภจี กล่าวว่า ในการเจรจายังคงยึดหลักการตามที่ได้หารือกับ EU ในการเจรจารอบที่ 9 ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม คือในประเด็นสินค้าอ่อนไหว ทั้งสองฝ่ายจะตีกรอบยกเว้นไว้โดยไม่แตะต้อง ส่วนรายการสินค้าที่สามารถเปิดตลาดและได้ประโยชน์ร่วมกันก็จะดำเนินการเปิดตลาดได้ก่อน
การเปิดตลาด EU จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ช่วยลดการพึ่งพาตลาดเดิม และสร้างความสมดุลให้กับการค้าไทยมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้การบรรลุข้อตกลง FTA ไทย-EU ไม่เพียงช่วยขยายการค้าระหว่างไทยกับ EU เท่านั้น แต่ยังเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดการลงทุนตรงจากต่างประเทศ (FDI) ทั้งจากสหรัฐอเมริกา จีน และญี่ปุ่น ให้เข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทย เพื่อรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีโดยตรงในการส่งออกไปยัง EU ได้โดยตรง
ทั้งนี้ หากสามารถเจรจาการค้าไทย กับ EU ได้สำเร็จ จะเกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจกับประเทศไทยเพิ่มขึ้นอีกมาก โดยจากผลการศึกษาของสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนาระบุว่าจะทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของประเทศไทยเพิ่มขึ้น 1.28%
ซึ่งปัจจุบันจีดีพีของไทยอยู่ที่ 2% กว่าๆ การเจรจา FTA ไทย-EU ก็จะช่วยให้จีดีพีของไทยเพิ่มขึ้นเป็นขยายตัวได้เกินกว่า 3% ต่อปี ส่วนการส่งออกจะเพิ่มขึ้น 2.8% ถือว่าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ



