เมื่อวันที่ 18 ก.ย. ที่ห้องเจ้าพระยา หอประชุมกองทัพเรือ ถนนอรุณอมรินทร์ พล.ร.อ.กรวิทย์ ฉายะรถี ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารโครงการจัดหาเรือฟริเกต กล่าวว่า สำหรับผู้ยื่นข้อเสนอในขั้นตอนการพิจารณา มีผู้ประกอบการให้ความสนใจและเข้ายื่นข้อเสนอรวม 6 บริษัท ข้อกังวลที่ว่า หากมีการยกเลิกกระบวนการจัดหาและเริ่มต้นการประเมินใหม่ จะส่งผลต่อกรอบเวลาของโครงการนั้น คณะกรรมการได้พิจารณาถึงระยะเวลาที่จำเป็น โดยหากต้องเริ่มกระบวนการใหม่ทั้งหมด อาจต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้นประมาณ 6-7 เดือน ขณะที่โครงการปัจจุบันมีกรอบเวลาที่จำกัด จึงจำเป็นต้องดำเนินการตามกระบวนการที่กฎหมายและระเบียบกำหนด

พล.ร.อ.กรวิทย์ กล่าวต่อว่า ส่วนราคาที่เสนอในการจัดหาเรือฟริเกต จากวงเงินประมาณ 17,000 ล้านบาท เหลือ 16,730 ล้านบาท หรือปรับลดลงประมาณ 270 ล้านบาท คิดเป็นประมาณ 1.6% ของวงเงินดังกล่าว นอกจากการลดราคาจัดหาแล้ว ผู้ชนะการคัดเลือกยังต้องดำเนินการด้านสิทธิประโยชน์ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการส่งเสริมอุตสาหกรรมภายในประเทศเพิ่มเติมตามเงื่อนไขที่กำหนด รายละเอียดเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และระบบต่าง ๆ ที่จะได้รับเพิ่มเติม จะถูกระบุไว้อย่างชัดเจนในสัญญา บางรายละเอียดยังไม่สามารถเปิดเผยได้ในขณะนี้ เนื่องจากอยู่ในขั้นตอนการจัดทำและดำเนินการตามเงื่อนไขของสัญญา

พล.ร.อ.กรวิทย์ กล่าวด้วยว่า สำหรับกรอบเวลาที่จะสามารถต่อเรือฟริเกตได้เอง 100% ภายในประเทศนั้น ยังไม่สามารถกำหนดปีที่ชัดเจนได้ เนื่องจากการพัฒนาขีดความสามารถดังกล่าวต้องดำเนินการเป็นลำดับขั้น และอาศัยการสะสมประสบการณ์จากการต่อเรือแต่ละลำแนวทางของกองทัพเรือคือ หากเริ่มดำเนินการต่อเรือลำแรกในประเทศ จะเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาขีดความสามารถ จากนั้นเมื่อมีการต่อเรือลำที่ 2 และลำต่อ ๆ ไป ประสบการณ์ ความชำนาญของช่าง การพัฒนาอู่ต่อเรือ ตลอดจนขีดความสามารถของภาคอุตสาหกรรมจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น การไปสู่เป้าหมายการต่อเรือฟริเกตภายในประเทศ 100% จึงต้องเป็นการพัฒนาแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยขึ้นอยู่กับความพร้อมของอู่ต่อเรือ บุคลากร เทคโนโลยี และการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างต่อเนื่อง

พล.ร.อ.กรวิทย์ ฉายะรถี ตอบคำถามสื่อมวลชนถึงเรื่องเรือหลวงภูมิพล ที่พบว่ามีเครื่องยนต์พัง และปืนฟาลังซ์ (Phalanx CIWS) หรือ ระบบอาวุธป้องกันตนเองระยะประชิดแบบอัตโนมัติ ที่ขัดข้องใช้การไม่ได้ ซึ่งการประมูลครั้งใหม่ก็ยังได้บริษัทเจ้าเดิมมาต่อเรือฟริเกต ลำใหม่ จะมั่นใจได้อย่างไรว่าปัญหาพวกนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก พล.ร.อ.กรวิทย์  กล่าวว่า ปัญหาเครื่องยนต์บนเรือหลวงภูมิพล เครื่องยนต์ที่เสีย ได้เสียตอนหมดระยะเวลาประกันแล้ว ทำให้กองทัพเรือจึงต้องจัดหาโดยใช้งบประมาณของกองทัพเรือ ซึ่งเรือลำใหม่นี้ได้ออกแบบแก้ไขเพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าวแล้ว

ขอชี้แจงในฐานะของผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ ที่ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นบนเรือหลวงภูมิพล ซึ่งได้รับทราบว่า ปัญหาเกิดจากการปรับย้ายกำลังพล ส่งผลให้การถ่ายทอดเทคโนโลยีไปยังกำลังพลชุดใหม่ขาดช่วง รวมไปถึงเครื่องยนต์ที่ใช้เป็นเครื่องยนต์รุ่น MTU ถือเป็นเครื่องยนต์ที่ทันสมัยที่สุด ทำความเร็วได้สูง แต่เราต้องการให้วิ่งอย่างประหยัด จึงต้องวิ่งเรือด้วย “ความเร็วมัธยัสถ์” เปรียบเสมือนการขับรถยนต์บนถนนความเร็ว 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ดังนั้นเมื่อเครื่องยนต์รอบสูงแต่ขับแบบประหยัด จึงทำให้เกิดเขม่าสะสม และทำให้เกิดการอุดตันของน้ำมันหล่อลื่น อีกทั้งเครื่องยนต์บนเรือหลวงภูมิพล มีทั้งหมด 3 เครื่อง เป็นเครื่องยนต์ดีเซล 2 เครื่อง และเป็นเครื่อง Gas Turbine 1 เครื่อง และด้วยความประหยัด จึงใช้เพียงเครื่องยนต์ดีเซลเท่านั้น ส่วนเครื่องยนต์อื่นไม่ได้ใช้ เนื่องจากสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง 

พล.ร.อ.กรวิทย์ กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ใน TOR การต่อเรือลำใหม่ จึงกำหนดให้การต่อเรือลำใหม่ ต้องเป็นเรือที่มีเครื่องยนต์ดีเซล 4 เครื่อง และทุกบริษัทได้เสนอข้อเสนอนี้มา จึงตอบโจทย์แก้ไขปัญหาเรื่องนี้

ส่วนระบบปัญหาเรื่องปืนฟาลังซ์ชำรุดก่อน ทางกองทัพจึงได้แจ้งไปยังบริษัทแดวู ก่อนถูกบริษัท Hanwha Ocean Co., Ltd เทคโอเวอร์ไป ซึ่งกองทัพได้ใช้ก่อนชำรุด 4 ปี ขณะนั้น กองทัพเรือไม่ได้ตัดสินใจว่าจะอัปเกรดปืน หรือจะเปลี่ยนเลย ซึ่งเงินประกันจำนวน 1,500 ล้านบาทยังอยู่ครบถ้วน แต่ถ้าตัดสินใจเมื่อไหร่ เงินนี้จะถูกส่งคืนไปยังงบประมาณแผ่นดิน ไม่สามารถนำมาใช้ได้ ซึ่งการแก้ไขปัญหานี้ต้องอัปเกรดปืนฟาลังซ์ หรือจัดหาใหม่ โดยกองทัพเรือจะต้องทำหนังสือไปยังคณะที่ปรึกษาทางการทหารสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย หรือ Jusmagthai เพื่อขอทราบราคา ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการของกองทัพเรือ