เมื่อวันที่ 18 ก.ย. ที่กรมควบคุมโรค นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสื่อออนไลน์บางส่วนถึงความไม่เหมาะสมของศิลปินระดับโลกชาวไทย “ลิซ่า” ลลิษา มโนบาล ที่ไปออกรายการในต่างประเทศและมีภาพเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชนิดหนึ่งของไทยปรากฏอยู่ ว่า กฎหมายยังไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง แต่การที่มีศิลปินไปออกรายการ จากที่เห็นคือ เป็นรายการในต่างประเทศ และไม่ได้มีการฉายในประเทศไทย เพียงแต่อาจจะเป็นทางอินเทอร์เน็ตหรือออนไลน์ที่เข้ามา ซึ่งจากหลายสื่อๆ ที่เห็นก็มีการเบลอชื่อผลิตภัณฑ์และเบลอตราสัญลักษณ์ ต้องขอขอบคุณสำหรับการเซ็นเซอร์ เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายไทย

นายพัฒนา กล่าวอีกว่า เหตุการณ์เกิดอยู่ที่ต่างประเทศก็คิดว่าไม่น่ามีอะไร ส่วนคนที่แชร์คลิปต่างๆ หรือเข้าไปดูแล้วมีการส่งต่อหรือแชร์ ก็ขอให้ช่วยระมัดระวัง หากเลือกได้ก็พยายามช่วยปิดบังตราสัญลักษณ์เพื่อให้อยู่ภายใต้กฎหมายของประเทศไทย ทั้งนี้ ตัวกฎหมายเองต้องดูเจตนาไปพร้อมๆ กันว่า การดำเนินการเหล่านั้นเป็นการดำเนินการส่วนตัว ไม่ได้มีความตั้งใจที่จะประชาสัมพันธ์สินค้า การใช้กฎหมายทางรัฐบาลและผู้บังคับใช้กฎหมายจึงดูเจตนาประกอบด้วย

“กรณีที่เป็นเหตุการณ์เกิดขึ้นในต่างประเทศ ในความเห็นส่วนตัว หากเป็นดาราหรือศิลปินต่างประเทศทำรายการลักษณะนี้ก็คงไม่ได้เกิดดราม่าในประเทศไทย บังเอิญว่าอาจจะเป็นศิลปินไทย คนจึงอาจจะคิดไปต่างๆ นานาได้ แต่ก็ต้องมองว่านี่คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ และต้องพิจารณาเจตนาด้วย” นายพัฒนา กล่าว

ถามถึงความเป็นไปได้ในการแก้ไขกฎหมาย เนื่องจากภาคเอกชนบอกว่าปัจจุบันค่อนข้างไม่ซัพพอร์ตเรื่องการนำกระแสมาต่อยอดสินค้าเบียร์ไทยหรือโปรโมตประเทศไทย นายพัฒนา กล่าวว่า ผู้บังคับใช้กฎหมายก็ต้องบังคับใช้ไปตามเท่าที่กฎหมายมีอยู่ ส่วนหากมีการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ก็ต้องพิจารณากันให้ดีว่าข้อดีและข้อเสียเป็นอย่างไร ซึ่งการใช้สื่อออนไลน์ต้องใช้อย่างระมัดระวังและระมัดระวังเรื่องกฎหมาย หลายครั้งเราอาจรู้สึกว่ากฎหมายมีความเคร่งครัด ผู้ใช้กฎหมายก็ต้องระมัดระวังและพิจารณาเจตนา

ผู้สื่อข่าวถามว่ากรณีการนำสูตรที่ลิซ่าดื่มมาทำคอนเทนต์ของตัวเอง จะเข้าข่ายความผิดฐานโฆษณาหรือไม่  นพ.นิพนธ์ ชินานนท์เวช ผอ.สำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กรมควบคุมโรค กล่าวว่า หากเห็นเบียร์แต่ไม่ได้ระบุยี่ห้อ ก็อาจจะไม่ได้เป็นการโฆษณาเพื่อการค้า ต้องดูเนื้อหา รายละเอียด และเจตนารมณ์ แต่กรณีที่ตั้งใจ เช่น ใส่แฮชแท็กที่ยี่ห้อนั้น นำมาใช้ปักตะกร้าส่งสินค้า ถือว่าทำเพื่อทางการค้า แบบนี้ก็ต้องดูเจตนาด้วย

ขณะที่นิติกร สำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กรมควบคุมโรค ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า หากการกระทำลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้นในประเทศไทย ตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551และที่แก้ไขเพิ่มเติม จะเป็นความผิดฐานโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้น จะมีการกำหนดอยู่ใน 2 มาตรา คือ มาตรา 32/1 ห้ามโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่ต้องดูที่ความหมายของการโฆษณา คือ การกระทำให้เห็นเพื่อประโยชน์ทางการค้า หรือเชิงพาณิชย์  ดังนั้น หากเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์, พรีเซ็นเตอร์ โดยได้รับค่าจ้างหรือค่าตอบแทน แน่นอนว่าเป็นไปเพื่อประโยชน์ทางการค้าจะมีความผิด และมาตรา 32/2 กำหนดว่า ห้ามบุคคลที่มีชื่อเสียงแสวงหาประโยชน์ส่วนตน เช่น ว่าจ้างจากบริษัท หรือเรียกยอดไลก์ ยอดแชร์ ยอดผู้ติดตาม แล้วมีการโพสต์ชื่อ เครื่องหมายของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และข้อความอวดอ้างชักจูงใจ หากฝ่าฝืนเข้าข่ายความผิด

นิติกร กล่าวอีกว่า ถ้าเป็นการนำคลิปที่ตอนนี้เป็นกระแสมาเผยแพร่ต่อ อย่างมีอินฟลูเอนเซอร์ตัดคลิปลิซ่าแล้วมาผสมหน้าตัวเองและผสมตามสูตรของลิซ่า แต่มีข้อความเพิ่มเติม เช่น ดื่มแล้วมีรสชาติดี อร่อย สดชื่น อินฟลูฯ พวกนี้จะหมิ่นเหม่ความผิดมาตรา 32/2 มาก หรือถ้าเป็นร้านเหล้าต้องการเรียกแขกเข้าร้าน โดยนำสูตรน้องมาอาจจะเข้าข่ายความผิดโฆษณามาตรา 32/1

“กรณีประชาชนทั่วไปวางใจได้ว่า ไม่ได้เอาผิดกับประชาชนทั่วไป เข้าใจว่าเป็นแฟนคลับนำมาแชร์ต่อ ไม่เข้าข่ายความผิด แต่ถ้าเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง หรือทำเพื่อประโยชน์ทางการค้าอันนี้ผิดกฎหมาย” นิติกร กล่าว.