มะพร้าวเป็นสินค้าเกษตรเขตร้อนที่นำไปใช้ได้หลากหลาย ตั้งแต่อาหาร สุขภาพ เครื่องสำอาง ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด ขณะที่น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ หรือวีซีโอ (Virgin Coconut Oil) หรือ VCO ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นตามความต้องการผลิตภัณฑ์ออร์แกนิก ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ โดยคาดว่าตลาด VCO ทั่วโลกจะมีมูลค่าประมาณ 2.64 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 และเติบโตเฉลี่ย 9.4% ต่อปีจนถึงปี 2572

สำหรับชุมชนที่เป็นแหล่งปลูกมะพร้าว การสร้างมูลค่าจากผลผลิตยังมีข้อจำกัด หลายพื้นที่ยังขายมะพร้าวเป็นผลสด แปรรูปเพื่อใช้ในครัวเรือน หรือผลิตโดยไม่มีมาตรฐานด้านคุณภาพ เช่นเดียวกับหมู่บ้านโซลอล ในเขตซาลาวาตีตะวันตก จังหวัดราจาอัมปัต ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งมีมะพร้าวขึ้นอยู่โดยรอบชุมชน ตามแนวชายหาด และใกล้พื้นที่ป่าชายเลน สวนมะพร้าวส่วนใหญ่เป็นมรดกที่ครอบครัวส่งต่อกันมาหลายชั่วอายุคน

ข้อมูลในปี 2567 ระบุว่า อินโดนีเซียส่งออกน้ำมันมะพร้าวดิบมายังประเทศไทยมูลค่าประมาณ 10.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นปริมาณมากกว่า 8.1 ล้านกิโลกรัม ขณะที่โซลอลเริ่มหันมาพัฒนามะพร้าวที่มีอยู่ในพื้นที่ให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม ผ่านการเรียนรู้ การฝึกปฏิบัติ และการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน โดยเฉพาะเยาวชน

มะพร้าวจากรุ่นสู่รุ่น

‘ฟิลิปุส ชาร์ลส์ เฟียตาลี’ เจ้าหน้าที่หมู่บ้านและประธานกลุ่มเยาวชนคริสตจักร ปัจจุบันมีบทบาทในการแปรรูปผลิตภัณฑ์ VCO ของชุมชน โดยเล่าว่า ก่อนที่จะรู้จัก VCO ชาวโซลอลใช้มะพร้าวในวงจำกัด ส่วนใหญ่ทำน้ำมันมะพร้าวทั่วไปด้วยการขูดมะพร้าว คั้นน้ำ แล้วนำไปต้ม โดยไม่ได้คำนึงถึงคุณภาพหรือการทำตลาด

รูปแบบการทำสวนในอดีตก็มีข้อจำกัดเช่นกัน เมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว ชาวบ้านมักย้ายไปใช้พื้นที่อื่นและไม่ได้ปลูกทดแทน ทำให้ฟิลิปุสมองว่าหากยังใช้ทรัพยากรในลักษณะเดิมต่อไป ศักยภาพของพื้นที่อาจลดลงในระยะยาว

“ในอดีต เราทำน้ำมันมะพร้าวธรรมดาเท่านั้น ขูดมะพร้าวด้วยมือ คั้นน้ำ แล้วนำไปต้ม เราไม่เคยคิดถึงเรื่องคุณภาพ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องตลาดเลย และหากเรายังเก็บเกี่ยวผลผลิตและย้ายพื้นที่ไปเรื่อยๆ โดยไม่ปลูกทดแทน ในที่สุดศักยภาพของพื้นที่ก็อาจหมดไป เราต้องหาทางให้การเพาะปลูกดำเนินต่อไปได้โดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม” ฟิลิปุส กล่าว

เมื่อชุมชนเริ่มมองหาวิธีใช้ประโยชน์จากมะพร้าวให้เกิดรายได้ โดยยังรักษาทรัพยากรในพื้นที่ไว้ ฟิลิปุสและสมาชิกชุมชนจึงเข้าร่วมโรงเรียนหมู่บ้านเมอร์เดซา (SEKAM) ของเบนทารา ปาปัว (Bentara Papua) เพื่อเรียนรู้การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ก่อนนำความรู้มาต่อยอดกับมะพร้าวที่มีอยู่ในชุมชน

เรียนรู้การทำ VCO

เบนทารา ปาปัวจัดตั้งสถานีโซลอล เบนทารา ปาปัว (Solol Bentara Papua Station) เป็นศูนย์การเรียนรู้ โดยเริ่มจากการประเมินศักยภาพของพื้นที่ในจังหวัดราจาอัมปัต และพบว่ามะพร้าวเป็นทรัพยากรที่สามารถนำมาต่อยอดสร้างรายได้ให้ชุมชนได้

‘กริสัน เครย์’ ผู้ประสานงานสถานีโซลอล เบนทารา ปาปัว กล่าวว่า การทำงานเริ่มจากทรัพยากรที่ชุมชนมีอยู่แล้ว คือมะพร้าว จากนั้นจึงนำมาแปรรูป เพิ่มมูลค่า และพัฒนาคุณภาพให้ตรงกับความต้องการของตลาด

ก่อนหน้านี้ชุมชนโซลอลไม่รู้จัก VCO แม้จะมีประสบการณ์ทำน้ำมันมะพร้าวมานาน การทำงานร่วมกับเบนทารา ปาปัวทำให้ชุมชนได้เรียนรู้ตั้งแต่กระบวนการผลิต ทดลองทำด้วยตัวเอง และจัดทำขั้นตอนการปฏิบัติงานตามมาตรฐาน หรือเอสโอพี (Standard Operating Procedures) สำหรับการผลิต VCO

VCO ของโซลอลมีขั้นตอนผลิตที่แตกต่างจากการทำน้ำมันมะพร้าวแบบเดิม โดยใช้น้ำต้มอุ่นในขั้นตอนการหมักแทนน้ำดิบ พร้อมคัดแยกมะพร้าวตามระดับความสุก 3 ระดับ ได้แก่ เขียวออกน้ำตาล น้ำตาลปานกลาง และน้ำตาลเข้ม ก่อนเลือกใช้เฉพาะมะพร้าวระดับกลาง เพื่อรักษาคุณภาพ กลิ่นหอม และความใสของน้ำมัน

ขายได้ ลดของเสีย

ปัจจุบัน VCO ของชุมชนจำหน่ายในราคา 4 หมื่นรูเปียห์ต่อขวดขนาด 100 มล. หรือประมาณ 75 บาท และ 1 แสนรูเปียห์ต่อขวดขนาด 250 มล. หรือประมาณ 190 บาท โดยมีกำลังการผลิตประมาณ 20 ขวดต่อเดือน ผลิตภัณฑ์จำหน่ายผ่านสหกรณ์เบนทารา ปาปัว หรือสหกรณ์เบคาล (Koperasi Bekal) และชุมชนยังได้เข้าร่วมงานแสดงสินค้าของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอ็มเอสเอ็มอี ทั้งระดับจังหวัดและระดับประเทศ

นอกจากนี้ VCO ยังวางจำหน่ายในรีสอร์ตสำหรับนักดำน้ำหลายแห่งในราจาอัมปัต และได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวต่างประเทศ โดยเฉพาะผู้เดินทางจากสหรัฐอเมริกา นอร์เวย์ บราซิล เยอรมนี และญี่ปุ่น ซึ่งสนใจผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติที่ผลิตโดยชุมชน

อย่างไรก็ตาม การขยายตลาดยังติดข้อจำกัดด้านการขนส่ง เนื่องจากโซลอลเป็นพื้นที่หมู่เกาะและมีฝนตกชุก กริสันระบุว่า เคยมีรีสอร์ตสำหรับนักดำน้ำแห่งหนึ่งสนใจสั่งซื้อ VCO เป็นประจำทุกเดือน แต่การจัดส่งสินค้าได้รับผลกระทบจากเส้นทางขนส่งและสภาพอากาศ ทำให้ชุมชนต้องรักษาระดับการผลิตให้สอดคล้องกับกำลังที่สามารถจัดการได้ พร้อมควบคุมคุณภาพของสินค้า

ขณะเดียวกัน การแปรรูปมะพร้าวยังถูกนำมาจัดการของเหลือจากการผลิตตามแนวคิดศูนย์ของเสีย (Zero-waste) กะลามะพร้าวนำไปทำโคมไฟและแจกันสำหรับปลูกกล้วยไม้ โดยมีรีสอร์ตแห่งหนึ่งสั่งซื้อโคมไฟที่ทำจากไม้ไผ่และกะลามะพร้าว 10 ชิ้น ส่วนเปลือกมะพร้าวนำไปใช้ในการถนอมอาหารด้วยการรมควัน ขณะที่กากจากการผลิต VCO อยู่ระหว่างศึกษาการนำไปใช้เป็นอาหารสัตว์และถ่านอัดแท่ง

สำหรับฟิลิปุส การพัฒนาผลิตภัณฑ์ VCO เป็นความพยายามสร้างรายได้จากมะพร้าวที่ชุมชนมีอยู่ โดยยังรักษาพื้นที่เพาะปลูกและทรัพยากรธรรมชาติไว้ มะพร้าวซึ่งเป็นมรดกจากคนรุ่นก่อนจึงถูกนำมาปลูกทดแทนและแปรรูปอย่างเป็นขั้นตอน พร้อมถ่ายทอดความรู้ด้านการผลิตไปยังคนรุ่นใหม่ เพื่อให้ชุมชนสามารถสร้างมูลค่าจากทรัพยากรเดิมและใช้ประโยชน์จากมะพร้าวได้ต่อเนื่องในระยะยาว