วันที่ 18 ก.ย. นายสุรัช แทนบุญ ผู้อํานวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยกรณีธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ครั้งแรกในรอบ 3 ปี นั้น ภาพรวมค่าเงินบาทเคลื่อนไหวตามการเปลี่ยนแปลงตามสกุลเงินดอลลาร์เป็นสำคัญ ซึ่งขึ้นกับปัจจัยพัฒนาการเศรษฐกิจโลก การดำเนินนโยบายการเงินของกลุ่มประเทศหลัก และปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์
ขณะที่แนวโน้มส่วนต่างดอกเบี้ยระหว่างไทยและสหรัฐนั้น มองว่า ตลาดได้รับรู้และคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้ว สะท้อนจากเงินบาทที่เคลื่อนไหวอย่างมีเสถียรภาพในช่วงที่ผ่านมา
สำหรับกรณีของญี่ปุ่นล่าสุด แม้จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปที่ 1.25% ซึ่งไม่ได้ห่างจากไทยอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับ มติผลการประชุมของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ที่ออกมา 7:2 ไม่เป็นเอกฉันท์ชัดเจน ทำให้ตลาดปรับลดน้ำหนักการขึ้นดอกเบี้ยครั้งถัดๆ ไป
ทั้งนี้ ธปท. ประเมินว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยที่ระดับปัจจุบันเหมาะสมกับบริบทไทย โดยการดำเนินนโยบายการเงินจะขึ้นอยู่กับแนวโน้มไปข้างหน้า (outlook dependent) ซึ่งหากพิจารณาปัจจัยพื้นฐาน เศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวต่ำกว่าศักยภาพ และไม่ทั่วถึง เงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงขึ้นจากปัจจัยด้านอุปทาน และมีแนวโน้มลดลงในปี 2570 ดังนั้น นโยบายการเงินจึงสามารถอยู่ในระดับผ่อนคลาย ควบคู่ไปกับการผสมผสานนโยบายหลายด้านเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ
ขณะเดียวกัน เสถียรภาพภายนอกของไทยยังแข็งแกร่งและมีกันชน (buffer) สะท้อนจากเงินสำรองระหว่างประเทศสุทธิกว่า 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งอยู่ในระดับสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานสากล และครอบคลุมหนี้ต่างประเทศระยะสั้นถึง 2.8 เท่า
ดังนั้น ความเสี่ยงที่จะเกิดการเงินทุนไหลออกรุนแรงจึงยังอยู่ในวงจำกัด โดยแม้ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะมีเงินทุนเคลื่อนย้ายไหลออกจากประเทศไทยบ้าง แต่การไหลออกอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค ธปท.จึงไม่ได้กังวลเรื่องเงินทุนเคลื่อนย้าย
นับตั้งแต่ต้นปี 2569 เงินทุนเคลื่อนย้ายยังคงไหลเข้าลงทุนในสินทรัพย์ไทยสุทธิประมาณ 5 หมื่นล้านบาท เป็นการไหลเข้าตลาดหุ้นเป็นสำคัญ รวมทั้งตลาดพันธบัตร



