เมื่อวันที่ 18 ก.ย. ที่กรุงเทพฯ นายโทนี่ เฟอร์นานเดส ผู้ก่อตั้ง และที่ปรึกษา แอร์เอเชียกรุ๊ป เบอร์ฮาด เปิดแถลงข่าวอัปเดตสถานการณ์ และทิศทางของแอร์เอเชียกรุ๊ปว่า ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา แอร์เอเชีย ผ่านพ้นวิกฤติมามากมาย โดยเฉพาะวิกฤติครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ “โควิด-19” โดยไม่ได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาล ต่างจากสายการบินหลายแห่งทั่วโลก โดยในช่วงโควิด-19 บริษัทสูญเสียรายได้ไปราว 1 หมื่นล้านริงกิต หรือกว่า 8 หมื่นล้านบาท และต้องหยุดบินเครื่องบินถึง 90% แต่ปัจจุบันแอร์เอเชียได้ปรับโครงสร้างธุรกิจ เจรจา และชำระหนี้คืนแก่เจ้าหนี้ สถาบันทางการเงิน รวมถึงคืนเงินผู้โดยสารแล้ว มีเงินสดในมือมากกว่า 1 พันล้านริงกิต หรือ กว่า 8 พันล้านบาท ยืนยันว่าขณะนี้ไม่มีเครื่องบินลำใดถูกสั่งให้จอด เนื่องจากค้างชำระเงินแม้แต่ลำเดียว เครื่องบินที่จอดอยู่เป็นการซ่อมบำรุงตามรอบปกติ คาดว่าจะกลับมาให้บริการครบทั้งหมด 244 ลำ ในเดือน ต.ค. 2569 และยังมีคำสั่งซื้ออีก 500 ลำ

นายโทนี่ กล่าวอีกว่า ยอมรับว่าในไตรมาสที่ 2 สายการบินได้รับผลกระทบจากการขายตั๋วล่วงหน้าโดยอิงราคาน้ำมันดิบที่ 85 ดอลลาร์ (2,830 บาท) ขณะที่ราคาน้ำมันจริงพุ่งสูงขึ้นถึงเกือบ 190-200 ดอลลาร์ (6,300-6,600 บาท) ส่งผลให้เกิดส่วนต่างต้นทุนชั่วคราว แต่ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างช่วงปรับตัว และคาดว่าผลการดำเนินงานจะปรับตัวดีขึ้นในไตรมาสที่ 3 และไตรมาสที่ 4 ยืนยันว่าแอร์เอเชียไม่ใช่สายการบินที่กำลังประสบปัญหา กำลังเดินหน้าขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ตั้งเป้าหมายเพิ่มจำนวนผู้โดยสารเป็น 80 ล้านคนในปี 2569 จาก 60 ล้านคนในปี 2569

นายโทนี่ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันแอร์เอเชียครองส่วนแบ่งการตลาดในมาเลเซียอยู่ 60% คาดว่าจะเติบโตเป็น 70% ขณะที่ในไทย ส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ประมาณ 40% ทั้งนี้ขอปฏิเสธเรื่องสายการบินอื่นจะเข้ามาทำการบินทดแทนสายการบินแอร์เอเชีย ถือเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผล เนื่องจากไม่มีสายการบินใดที่สามารถทดแทนฝูงบินกว่า 100 ลำ และเครือข่ายการบินครอบคลุมเหมือนกับแอร์เอเชียได้ ส่วนการระดมทุน 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3.3 หมื่นล้านบาทนั้น เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ และปรับโครงสร้างเงินทุนระยะยาวให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ไม่ใช่บริษัทกำลังจะล้มละลาย และไม่ได้นำมาอุดหนุนการขาดทุนจากการดำเนินงานอย่างเดียว ทั้งนี้ความต้องการเดินทางของผู้โดยสารในขณะนี้ยังคงแข็งแกร่ง ซึ่งแอร์เอเชีย จะรักษาตำแหน่งอันดับ 1 ในตลาดต่อไป

ด้านนายธรรศพลฐ์ แบเลเว็ลด์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) หรือสายการบินไทยแอร์เอเชีย กล่าวว่า ยืนยันว่าสายการบินไทยแอร์เอเชีย ยังคงให้บริการตามปกติ ไม่ส่งผลกระทบต่อสายการบินแต่อย่างใด ขอให้ผู้โดยสาร โดยเฉพาะผู้ที่จองล่วงหน้าในช่วงไตรมาสที่ 4 ปี 2569 และไตรมาสที่ 1 ปี 2570 มาแล้ว มั่นใจได้ว่าจะไม่มียกเลิกทำการบิน ซึ่งยอดจองล่วงหน้ายังอยู่ในระดับปกติ ไม่ได้ลดลง สำหรับแนวโน้มผลประกอบการในปี 2569 แนวโน้มยังคงขาดทุน แม้ว่าไตรมาสที่ 4 คาดว่าจะมีกำไร ส่วนกระแสเงินสดยังคงเพียงพอในการดำเนินธุรกิจ โดยไม่ต้องหยุดให้บริการ ซึ่งกระแสเงินสดยังมีเข้ามาอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในไตรมาสที่ 4 2569 และไตรมาสที่ 1 ปี 2570

นายธรรศพลฐ์ กล่าวอีกว่า บริษัทแม่ยังมียอดเงินที่ค้างจ่ายให้ไทยแอร์เอเชียอยู่ประมาณ 200 กว่าล้านบาท ซึ่งเป็นการดำเนินงานตามปกติ ซึ่งเงินค่าตั๋วจากการขายผ่านเว็บไซต์หลักจะเข้ามาที่มาเลเซียก่อน จากนั้นมาเลเซียจะเป็นผู้สำรองจ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆ ให้กับบริษัทในเครือ ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย อย่างไรก็ตามตัวเลขหนี้จะทยอยลดลง และกลับเข้าสู่ภาวะปกติในไตรมาสที่ 4 ปัจจุบันไทยแอร์เอเชีย มีเครื่องบินประจำฝูงบิน 63 ลำ โดยนำมาให้บริการประมาณ 55 ลำ ส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างการซ่อมบำรุงตามรอบ คาดว่าจะนำเครื่องกลับมาบินได้ครบทั้งหมดในเดือน พ.ย. 2569 โดยยังคงครองส่วนแบ่งการตลาด (Market Share) ภายในประเทศสูงสุด กว่า 40%

ขณะที่เส้นทางระหว่างประเทศ จะหยุดบินเส้นทางเกาหลีใต้ เนื่องจากความต้องการเดินทางลดลง อัตราบรรทุกผู้โดยสาร เหลือประมาณ 60% สำหรับสายการบินไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ ปรับลดขนาดฝูงบินลงเหลือ 7 ลำ โดยคืนเครื่องบินบางส่วน เนื่องจากปิดตลาดจีน และออสเตรเลีย ปัจจุบันเน้นให้บริการในเส้นทางญี่ปุ่น คาซัคสถาน และเดลี (อินเดีย) ส่วนความคืบหน้าการฟื้นฟูกิจการฯ ล่าสุดได้ยื่นขอต่อศาลล้มละลายกลาง และอนุมัติให้หยุดพักชำระหนี้ 2 ปี ถึงประมาณกลางปี 2571 เพื่อรักษาสภาพคล่องไว้ใช้ดำเนินงาน ปัจจุบันเหลือยอดหนี้อยู่ประมาณ 1 พันล้านบาท