หลังวิกฤติโควิด-19 ผ่านพ้น ฝูงบินของสายการบินสัญชาติไทยเริ่มฟื้นตัวต่อเนื่อง ปี 2569 คาดว่า 7 สายการบินหลักของไทยจะมีเครื่องบินประจำฝูงบินรวมประมาณ 300 ลำ แม้ยังต่ำกว่าระดับก่อนโควิดราว 20 ลำ แต่ทิศทางกลับมาเป็นบวก สอดรับกับความต้องการเดินทางที่ฟื้นตัว
การปรับฝูงบินครั้งนี้เน้นให้เหมาะกับตลาดมากขึ้น สายการบินทยอยนำเครื่องบินรุ่นใหม่ที่ประหยัดน้ำมัน บินได้ไกลขึ้น และลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ เข้ามาทดแทนเครื่องบินรุ่นเดิม
การบินไทยและไทยแอร์เอเชียทยอยนำแอร์บัส A320 รุ่นใหม่เข้าประจำการ ขณะที่เวียตเจ็ทไทยแลนด์ปรับมาใช้โบอิ้ง 737 รุ่นใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบิน ควบคู่กับการรองรับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่เข้มข้นขึ้น

ช่วง ม.ค.-ส.ค. 2569 สายการบินไทยรับมอบเครื่องบินลำตัวแคบ ทั้งโบอิ้ง 737 และแอร์บัส A320 รวม 17 ลำ และนำออก 4 ลำ ขณะที่เครื่องบินลำตัวกว้างรับเพิ่ม 2 ลำ แต่นำออก 6 ลำ แม้จำนวนลำตัวกว้างลดลง แต่ยังไม่กระทบการให้บริการ เนื่องจากอยู่ในช่วงโลว์ซีซั่นและความต้องการเดินทางยังไม่หนาแน่น
เติม 28 ลำรับไฮซีซั่น
ช่วงปลายปี สายการบินไทยมีแผนรับเครื่องบินเพิ่มอีก 28 ลำ และนำออก 14 ลำ รองรับความต้องการเดินทางช่วงไฮซีซั่น พร้อมปรับชนิดและขนาดเครื่องบินให้เหมาะกับแต่ละเส้นทาง รวมถึงเตรียมรับมาตรฐาน CORSIA ที่เข้มงวดขึ้นด้านการบริหารจัดการและลดการปล่อยคาร์บอน ตอบโจทย์ทั้งต้นทุน เส้นทาง และสิ่งแวดล้อม

เวียดนามแซงที่นั่งไทย
ขณะที่ไทยกำลังเร่งฟื้นฝูงบิน สมรภูมิการบินอาเซียนกลับร้อนแรงขึ้น โดยเวียดนามเร่งเพิ่มฝูงบินต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จนจำนวนที่นั่งของสายการบินสัญชาติเวียดนามแซงไทยขึ้นมาเป็นอันดับ 2
ข้อมูลจาก Official Airline Guide (OAG) ผู้ให้บริการข้อมูลด้านการบินของอังกฤษ ระบุว่า เดือน ก.ค. 2569 เวียดนามมีจำนวนที่นั่ง 7.4 ล้านที่นั่ง เพิ่มขึ้น 5.6% ขณะที่อินโดนีเซียครองอันดับ 1 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วย 10.9 ล้านที่นั่ง เพิ่มขึ้น 0.3%
ส่วนไทย ซึ่งครองอันดับ 2 ในเดือน มิ.ย. หล่นมาอยู่อันดับ 3 มี 6.9 ล้านที่นั่ง ลดลง 3% ตามด้วยมาเลเซียและฟิลิปปินส์ โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

กระทรวงคมนาคมมองว่า การที่เวียดนามมีจำนวนที่นั่งมากกว่า ไม่ได้หมายความว่าจะมีสถานะเป็นฮับการบินเหนือกว่าไทย
เพราะการเป็นศูนย์กลางการบินต้องพิจารณามากกว่าจำนวนเครื่องบินหรือที่นั่ง ทั้งโครงข่ายเส้นทาง ความถี่เที่ยวบิน ศักยภาพการรองรับผู้โดยสารต่อเครื่อง และประสิทธิภาพการบริหารจัดการสนามบิน
ไทยยังได้เปรียบ “เครือข่าย”
ข้อมูล ณ วันที่ 30 ส.ค. 2569 ไทยมีเที่ยวบินทั้งในประเทศและระหว่างประเทศรวมกว่า 7,000 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ (ไป-กลับ) เชื่อมโยงกับสายการบินจาก 56 ประเทศ
ขณะที่อินโดนีเซียมีเที่ยวบินรวมกว่า 7,000 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ จากสายการบิน 25 ประเทศ โดยส่วนใหญ่เป็นเที่ยวบินภายในประเทศ ส่วนเวียดนามมีเที่ยวบินรวมกว่า 4,500 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ จากสายการบิน 32 ประเทศ
การจัดอันดับของ OAG เป็นการนับเฉพาะจำนวนที่นั่งของสายการบินสัญชาติแต่ละประเทศ ไม่รวมที่นั่งของสายการบินต่างชาติที่บินเข้า-ออกประเทศ จึงไม่สามารถใช้เป็นตัวชี้วัดเครือข่ายการบินทั้งหมดของประเทศได้

ไทยจึงยังมีฐานการบินระหว่างประเทศที่แข็งแรง แต่การรักษาความสามารถในการแข่งขันในสมรภูมิฮับอาเซียน จะต้องเดินหน้าไปพร้อมกันทั้งสนามบิน สายการบิน และเครือข่ายเส้นทาง โดยเฉพาะการเพิ่มเที่ยวบินและทางเลือกในการต่อเครื่อง
ฮับการบินไม่ได้ตัดสินกันที่ใครมีเครื่องบินมากที่สุด หรือมีที่นั่งมากที่สุด แต่ตัดสินกันที่ใครรวบรวมผู้โดยสารได้มากกว่า เชื่อมต่อเที่ยวบินได้ลื่นไหลกว่า และพาผู้โดยสารเดินทางต่อไปยังเมืองต่างๆ ได้สะดวกกว่า

เกมนี้ไทยยังต้องเร่งรักษาความได้เปรียบไว้ให้ได้
ทีมข่าวนวัตกรรมขนส่งเดลินิวส์



