เมื่อวันที่ 23 ก.ย. นายวรวงศ์ รางมางกูร อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงกรณีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ออกมาชี้แจงเมื่อวันที่ 22 ก.ย. ที่ผ่านมา ว่าไทยบรรลุข้อตกลงหลักการความตกลงการค้าต่างตอบแทน (ART) กับสหรัฐอเมริกาแล้ว และอยู่ระหว่างเก็บรายละเอียดเพื่อคุมอัตราภาษีรวมให้อยู่ที่ 19% “เท่าเทียมคู่แข่งในภูมิภาค” ว่า คำชี้แจงดังกล่าว ไม่ได้ตอบคำถามที่ตนตั้งไว้ตั้งแต่วันที่ 8 ก.ย. แต่กลับเพิ่มความสับสนให้ประชาชนและภาคธุรกิจมากขึ้น
“ผมถามไปตั้งแต่ต้นเดือนว่า ตัวเลขไม่เกิน 19% กับ 12.5% ที่ไทยเสียอยู่ เป็นภาษีฐานเดียวกัน หรือคนละฐาน ผ่านมา 2 สัปดาห์ยังไม่มีคำตอบตรงๆ มีแต่การหยิบตัวเลขรวมมาพูดใหม่ ขอท่านรองนายกฯ อย่าใช้ความซับซ้อนของตัวเลขเป็นเครื่องมือแก้ตัว เพราะผู้ส่งออกต้องการรู้เพียงว่าสุดท้ายแล้วสินค้าไทยจะถูกเก็บภาษีเท่าไร และสู้คู่แข่งได้หรือไม่” นายวรวงศ์ กล่าว
นายวรวงศ์ กล่าวว่า อัตราภาษีสินค้าไทยในตลาดสหรัฐ เปลี่ยนฐานทางกฎหมายมาแล้วหลายรอบในเวลาไม่ถึงปี เดิมไทยถูกเก็บภาษีต่างตอบแทนภายใต้กฎหมาย IEEPA ในอัตรา 36% ก่อนที่ทีมเจรจาของรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกฯ ซึ่งมีนายพิชัย ชุณหวชิร อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง และนายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พาณิชย์ เจรจาลดเหลือ 19% ได้สำเร็จ ประกาศเมื่อวันที่ 1 ส.ค. 68
“ภาษีต่างตอบแทนอัตรา 19% เป็นผลการเจรจาที่ได้ข้อยุติในสมัยรัฐบาลที่แล้ว เป็นอัตราเดียวกับมาเลเซีย อินโดนีเซีย และกัมพูชา และดีกว่าเวียดนามและจีนในเวลานั้น จึงขอให้ท่านรองนายกฯ ให้ข้อมูลตามข้อเท็จจริง ไม่ควรสื่อสารให้สาธารณชนเข้าใจว่าการเจรจาในรอบนั้นยังมีบางส่วนค้างเจรจาอยู่” นายวรวงศ์ กล่าว
นายวรวงศ์ กล่าวอีกว่า ต่อมาวันที่ 20 ก.พ. ศาลสูงสุดสหรัฐ วินิจฉัยด้วยมติ 6 ต่อ 3 ว่ากฎหมาย IEEPA ไม่ได้ให้อำนาจประธานาธิบดีเรียกเก็บภาษีศุลกากร ภาษีต่างตอบแทนทั้งชุดจึงสิ้นผล สหรัฐจึงหันมาใช้มาตรา 122 เก็บภาษีชั่วคราว 10% จากทุกประเทศ จนสิ้นสุดเมื่อวันที่ 24 ก.ค. 69 และในวันเดียวกันสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ ได้ประกาศใช้ภาษีตามมาตรา 301 กับคู่ค้า 60 ราย โดยไทยถูกเก็บ 12.5% ขณะที่กัมพูชา อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ได้อัตรา 10%
นายวรวงศ์ กล่าวอีกว่า คำว่า “เท่าเทียมคู่แข่ง” จะมีความหมายก็ต่อเมื่อเทียบในฐานภาษีเดียวกันเท่านั้น ข้อเท็จจริงในวันนี้คือ ภายใต้มาตรา 301 ผู้ส่งออกไทยแบกต้นทุนภาษีสูงกว่ากัมพูชา อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ซึ่งแข่งขันกับไทยโดยตรงในหลายหมวดสินค้า อยู่แล้วราว 2.5 จุด แม้เวียดนามจะถูกเก็บ 12.5% เท่าไทย แต่ไม่ได้หมายความว่าไทยไม่เสียเปรียบ เพราะคู่แข่งอีกสามประเทศได้อัตราที่ต่ำกว่า
นายวรวงศ์ ระบุว่า ขอให้นางศุภจี ตอบ 3 คำถาม ได้แก่ 1. ผลการเจรจา ART จะทำให้ไทยเสียภาษีมาตรา 301 เกิน 12.5% หรือไม่ 2. ไทยจะสามารถลดภาษีสหรัฐลงมาเหลือ 10% เท่ากับคู่แข่งในกลุ่มภูมิภาคได้หรือไม่ และ 3. ปิดดีลแล้วจริงหรือไม่ และรัฐบาลจะเปิดเผยรายละเอียดข้อเจรจาได้เมื่อใด
นายวรวงศ์ ตั้งข้อสังเกตถึงความไม่คงเส้นคงวาของการสื่อสารฝ่ายรัฐบาล โดยเมื่อวันที่ 1 ก.ย. นางศุภจี เปิดเผยหลังหารือกับผู้แทนการค้าสหรัฐ ว่า มั่นใจไทยจะถูกเก็บภาษีรวมไม่เกิน 19% ต่อมาวันที่ 5 ก.ย. เพจพรรคภูมิใจไทยประกาศว่าปิดดีลสหรัฐได้แล้ว ก่อนที่โฆษกกระทรวงพาณิชย์จะออกมาชี้แจงในวันที่ 7 ก.ย. ว่ากระแสข่าว “ปิดดีล” อาจทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อน และยังต้องรอความชัดเจนของอัตราภาษีขั้นสุดท้าย ขณะที่วันที่ 17 ก.ย. นางศุภจี ยังระบุว่า เป้าหมายคือรักษาอัตราให้อยู่ในกรอบ 19% และล่าสุดวันที่ 22 ก.ย. กลับยืนยันอีกครั้ง ว่าบรรลุข้อตกลงหลักการแล้ว
“ภายในไม่ถึงเดือน ประชาชนได้ยินทั้งปิดดีลแล้ว ยังไม่ปิด และปิดหลักการแล้ว ข้อมูลเหล่านี้นักลงทุนและภาคธุรกิจใช้ตัดสินใจจริง รัฐบาลจึงต้องพูดให้ตรงกันและพูดให้ชัด ไม่ใช่ปรับคำอธิบายไปตามกระแส” นายวรวงศ์ กล่าว
นอกจากอัตราภาษีแล้ว รัฐบาลต้องประเมินผลของข้อตกลงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคด้วย โดยเฉพาะหากเงื่อนไขการเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐ ทำให้การนำเข้าเติบโตเร็วกว่าการส่งออก ขณะที่ข้อมูลล่าสุดพบว่า 7 เดือนแรกของปี 2569 (ม.ค.-ก.ค.) ไทยขาดดุลการค้า 35,354.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.23 ล้านล้านบาท และดุลบัญชีเดินสะพัดไตรมาสที่ 2 ขาดดุล 17.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 5.75 แสนล้านบาท
“ผมไม่ได้คัดค้านการเจรจากับสหรัฐอเมริกา แต่ก่อนลงนามใด ๆ รัฐบาลต้องเปิดเผยให้ชัดว่าอัตราภาษีแต่ละมาตรการคือเท่าไร ไทยได้อะไร สหรัฐได้อะไร และไทยต้องแลกอะไร รวมถึงต้องเร่งแก้ข้อกังวลเรื่อง Transshipment ให้สหรัฐ เชื่อมั่นว่าไทยไม่ได้เป็นทางผ่านสินค้าจากประเทศอื่น เพื่อให้ผู้ส่งออกไทยกลับมาแข่งขันได้อย่างเท่าเทียมจริง ไม่เสียเปรียบด้านภาษีแก่ประเทศคู่แข่งขันอีกสามประเทศ (มาเลเซีย อินโดนีเซีย และกัมพูชา) ที่ได้รับอัตราภาษีที่ต่ำกว่า” นายวรวงศ์ กล่าว



