เมื่อวันที่ 24 ก.ย. นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการประชุมแนวทางการดำเนินงานโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ร่วมกับนายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า ที่ประชุมได้หารือแนวทางการพัฒนาโครงการนมโรงเรียนใน 6 ประเด็นสำคัญ เพื่อเพิ่มโอกาสให้นักเรียนเข้าถึงนมที่มีคุณภาพ และส่งเสริมโภชนาการของเด็กและเยาวชน ซึ่งประเด็นแรก ที่ประชุมเห็นควรเพิ่มการบริโภคนมให้ครอบคลุมนักเรียนทุกกลุ่ม รวมถึงนักเรียนในพื้นที่ห่างไกล โดยพิจารณาขยายสิทธิจากเดิมที่ครอบคลุมถึงระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ไปสู่ในระดับชั้นที่สูงขึ้น ทั้งนี้จะนำข้อเสนอดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชน หรือ Milk Board ซึ่งอยู่ภายใต้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต่อไป โดยปัจจุบันคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติการขยายสิทธิไปยังโรงเรียนขยายโอกาสถึงระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 แล้ว
รมว.ศธ.กล่าวต่อไปว่า ประเด็นที่สอง คือ การเสนอขยายกรอบวงเงินงบประมาณโครงการนมโรงเรียน จากเดิมประมาณ 14,000 ล้านบาทต่อปี เพื่อให้สอดคล้องกับจำนวนเด็กที่จะได้รับสิทธิที่เพิ่มขึ้น รวมถึงรองรับการขยายระยะเวลาการได้รับนมของนักเรียน จากปัจจุบันประมาณ 260 วัน เป็น 365 วัน หรือให้นักเรียนได้ดื่มนมทุกวัน โดยจะต้องคำนวณจำนวนผู้ได้รับสิทธิและงบประมาณที่เหมาะสมก่อนเสนอรัฐบาลพิจารณา ประเด็นที่สาม คือ การจัดสรรระบบโควตาการผลิต เพื่อให้เกิดการแข่งขันด้านคุณภาพและทำให้นักเรียนได้รับนมที่มีคุณภาพ โดยจะเสนอให้ Milk Board พิจารณาหลักเกณฑ์ที่เหมาะสม พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับระบบตรวจสอบคุณภาพนมโรงเรียน เพื่อสร้างความมั่นใจว่านมที่ส่งถึงสถานศึกษามีคุณภาพและปลอดภัยสำหรับนักเรียน
นายประเสริฐ กล่าวอีกว่า ประเด็นที่สี่ คือ การพัฒนากลไกหรือหน่วยงานสำหรับตรวจสอบคุณภาพนมโรงเรียนอย่างเป็นระบบ เพื่อให้การควบคุมคุณภาพตั้งแต่กระบวนการผลิตจนถึงสถานศึกษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และนักเรียนได้รับผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพอย่างเต็มที่ ประเด็นที่ห้า คือ การจัดตั้งกลไกส่งเสริมและดูแลเกษตรกรรายย่อยผู้เลี้ยงโคนม เพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำระหว่างผู้ผลิตรายใหญ่กับเกษตรกรรายย่อย โดยหากมีการขยายปริมาณการจัดซื้อนมโรงเรียนเพิ่มขึ้น ก็ต้องพิจารณาให้เกษตรกรรายย่อยมีโอกาสเข้าถึงตลาดและได้รับประโยชน์จากการขยายโครงการด้วย และประเด็นสุดท้าย คือ การประสานสำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และกระทรวงสาธารณสุข เข้ามามีส่วนร่วมในการให้ความรู้ด้านโภชนาการ โดยเฉพาะประโยชน์ของการบริโภคนมจืด เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนมีความเข้าใจและบริโภคนมอย่างเหมาะสมมากขึ้น
“หากมีการขยายจำนวนวันที่เด็กได้รับนมมากขึ้น ประเด็นสำคัญจะอยู่ที่การบริหารจัดการและระบบขนส่ง ซึ่งต้องวางแผนให้มีประสิทธิภาพ เรื่องนี้ไม่ได้ดูแลเฉพาะเด็กนักเรียนเท่านั้น แต่ในอนาคตควรมองถึงการส่งเสริมการบริโภคนมของประชาชนทุกช่วงวัย รวมถึงผู้สูงอายุด้วย เพื่อให้เกิดการดูแลด้านโภชนาการอย่างครอบคลุม” นายประเสริฐ กล่าว



