เมื่อวันที่ 24 ก.ย. ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า กมธ.การกฎหมายฯ มีมติเสียงข้างมากใช้ พ.ร.บ.อำนาจเรียกนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) และนายชลวิทย์ เจียรจิตต์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เข้าชี้แจง กมธ. กรณีการทุจริตสอบท้องถิ่น ในวันที่ 8 ต.ค. นี้ โดยวันนี้เราพบตัวละครใหม่เยอะ เรียกว่าหากข้อกล่าวหาเป็นความจริง จะมีนักการเมืองหลายคนที่ถูกเชื่อมโยงทุจริตสอบท้องถิ่น จึงใช้อำนาจเรียกมาให้ข้อมูล เพราะบุคคลเหล่านี้เชิญหลายครั้งแล้วแต่ไม่มา  

นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า อย่างอธิการบดี มศว ซึ่งมีข้อมูลว่ามีความเชื่อมโยงกับนายทองเจือ ชาติกิจเจริญ คณะทำงานนายกรัฐมนตรี แต่ปฏิเสธว่าไม่ได้คุยกันเรื่องการจัดสอบท้องถิ่น คำถามสำคัญคือการพูดคุยเรื่องอะไร จะเกี่ยวพันกับการทุจริตสอบท้องถิ่นหรือไม่ เป็นประเด็นที่เราต้องการได้คำตอบ อธิการบดี มศว น่าจะเป็นผู้ที่สามารถให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับ กมธ. ได้ ส่วนบุคคลอื่น กมธ. จัดทำหนังสือเชิญเพื่อมาให้ข้อมูลกับกรรมาธิการอีกครั้ง ประเด็นที่ 2 ที่เป็นประเด็นใหญ่คือหน่วยงานของรัฐ มีข้อมูลเส้นเงินที่เชื่อมโยงกับบุคคลต่างๆ กว่า 70 คน ทั้งบุคคลที่เป็นระดับสูงและบุคคลทั่วไป ซึ่งบุคคลที่เราพบว่าเกี่ยวข้องกับการทุจริต เชื่อได้ว่าสูงกว่าระดับอธิบดี และน่าจะอยู่ในกระทรวงมหาดไทย แต่ขอไม่ระบุว่าเป็นใคร ยังอยากให้โอกาสเขา จากที่ทราบน่าจะเป็นข้าราชการคนหนึ่งที่อยู่ใกล้ชิดกับนายอนุทิน ไปไหนไปกัน ไปไหนไปด้วย อยู่ตลอดเวลา หากข้อกล่าวหานี้เป็นจริงก็คงจะต้องมีการดำเนินการต่อ

นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า ส่วนกรณี “เด็กนาย” จากที่ตรวจสอบเบื้องต้นเป็นคนนามสกุลดัง และบุคคลสำคัญหลายคน ซึ่งข้อมูลดังกล่าว หน่วยงานของรัฐก็ยืนยันว่าเป็นข้อมูลที่ได้มาเช่นเดียวกัน ฉะนั้นจึงมีมูลที่ กมธ. ต้องตรวจสอบต่อข้อเท็จจริงต่อ รวมถึงความเชื่อมโยงไปถึงนักการเมือง บางคนเป็น สส. บางคนเป็นระดับประธานกรรมาธิการ บางคนอาจจะใหญ่กว่า สส. แต่ยังไม่อาจบอกได้ว่าใหญ่ถึงระดับรัฐมนตรี และปลัดกระทรวงหรือไม่ เนื่องจากเส้นเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับหลายคน ซึ่งอาจจะใหญ่กว่า สส. และอาจจะใหญ่กว่ารัฐมนตรี ขณะนี้ยังบอกได้เท่านี้ ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน แต่เป็นเรื่องใหญ่ที่เราต้องตั้งคำถามกับตัวเองในฐานะคนไทยว่าเราจะปล่อยให้เรื่องนี้จบแค่เพียงข้าราชการไม่กี่คน อาจจะมีตัวใหญ่บางคนบ้าง แต่ทุกอย่างก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น มูฟออนเดินหน้ากันต่อ ย้ำว่าเป็นเรื่องสำคัญที่เราอยู่เฉยไม่ได้

นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า โดยข้อมูลของคณะทำงานที่นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ทำ พบมีการชี้มูลหลายบุคคล ปรากฏว่าวันนี้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยังไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลนี้ได้ มีการทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ไม่น้อยกว่า 2 สัปดาห์ แต่ยังไม่มีการให้รายงานและเอกสารใดๆ เลย ต่อ ป.ป.ช. ซึ่งวันนี้ กมธ. ก็มีมติขอเอกสารชุดนี้ไปยังนายกฯ ด้วย หวังว่าจะได้รับความร่วมมือ

เมื่อถามว่า กรณีของนายทองเจือนั้น นายอนุทินเคยบอกว่าทำหนังสือถามความเชื่อมโยงของนายทองเจือกับการทุจริตสอบท้องถิ่นถึง ผบ.ตร. ไปแล้ว ได้คำตอบแล้ว แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ มองว่ามีนัยอะไรหรือไม่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า วันนี้นายกฯ มีหนังสือสั่งการให้กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) มาชี้แจงต่อกรรมาธิการ ซึ่ง ปปป. ก็ไม่มา การที่หน่วยงานของรัฐไม่เชื่อฟังคำสั่งของนายกฯ และไม่มาตอบคำถามกับกรรมาธิการ อย่างไรก็ตาม ตนคิดว่าเรื่องของนายทองเจือ ควรให้นายทองเจือเป็นคนตอบ ดังนั้น หากให้ดี นายกฯ ควรไปบอกนายทองเจือ ให้เข้ามาชี้แจงกับ กมธ. น่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า

เมื่อถามว่า หากใช้อำนาจเรียกแล้วนายกฯ ไม่มาอีก จะมีการดำเนินการอย่างไรต่อ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ต้องมีการดำเนินการตาม พ.ร.บ. ซึ่งถ้านายกฯ ไม่มานั้น ไม่มาด้วยเหตุผลอะไร ถ้าไม่มีเหตุผลอันสมควรก็ต้องดูว่าอาจจะต้องพิจารณาในการดำเนินการ ซึ่งมีโทษที่สามารถดำเนินการได้ ทั้งทางการเมืองและทางกฎหมาย ส่วนข้าราชการก็ดำเนินการเรื่องของวินัย ดังนั้น สุดท้ายขอให้รอดูวันที่ 8 ต.ค. ว่าท่านจะมาหรือไม่.