จากภาพ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย ยืนลั่นระฆังเปิดตลาดที่ New York Stock Exchange หรือ NYSE อาจดูเหมือนเป็นเพียงภาพเชิงสัญลักษณ์
แต่เบื้องหลังภาพมีเรื่องใหญ่กว่านั้น
เพราะวันที่ 24 กันยายน 2569 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ SET และ New York Stock Exchange หรือ NYSE ได้ลงนามความร่วมมือ เพื่อวางกรอบการเชื่อมโยงตลาดทุนของไทยกับสหรัฐฯ ซึ่งหนึ่งในประเด็นสำคัญ คือการเปิดทางไปสู่ Dual Listing รวมถึงการพัฒนา ETF ดัชนี ข้อมูลตลาด ผลิตภัณฑ์ ESG และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างสองตลาด
คำถามคือ…แล้วเรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับคนที่ถือหุ้นไทย?
ซึ่งจริงๆอาจเกี่ยวมากกว่าที่คิด แต่ไม่ได้หมายความว่า “นายกฯ ตีระฆังแล้ว SET จะขึ้นทันที” เพราะสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นคือการพยายามเปิด “ประตูเงินทุน” ระหว่างไทยกับตลาดทุนสหรัฐ
เพราะหากวันนี้บริษัทไทยต้องการขยายธุรกิจและต้องการเงินทุนจำนวนมาก ตลาดทุนไทยคือแหล่งเงินทุนหนึ่ง แต่ถ้าบริษัทสามารถเข้าถึงนักลงทุนต่างประเทศได้มากขึ้น ก็เท่ากับบริษัทมีทางเลือกในการระดมทุนเพิ่มขึ้น ในทางกลับกัน นักลงทุนต่างชาติก็มีช่องทางเข้าถึงบริษัทและสินทรัพย์ไทยมากขึ้นเช่นกัน
ดังนั้นสิ่งที่ต้องจับตาจึงไม่ใช่แค่ “SET จะขึ้นกี่จุด” แต่คือ “เงินต่างชาติจะเข้าประเทศมากขึ้นหรือไม่” และบริษัทไทยจะสามารถใช้เงินทุนเหล่านี้ไปสร้างการเติบโตได้จริงหรือไม่?”
ผลประโยชน์จะอยู่ในระดับ “โครงสร้างตลาดทุน” มากกว่า
1. บริษัทไทยอาจเข้าถึงเงินทุนต่างประเทศได้ง่ายขึ้น
Dual Listing เปิดกรอบให้บริษัทสามารถเข้าถึงนักลงทุนในสองตลาดได้ ซึ่งในระยะยาวอาจเพิ่มทางเลือกในการระดมทุนของบริษัทไทย
2. นักลงทุนต่างชาติจะเข้าถึงสินทรัพย์ไทยได้มากขึ้น
ความร่วมมือไม่ได้มีแค่หุ้น แต่รวมถึง ETF และการพัฒนาผลิตภัณฑ์/ดัชนีด้วย ดังนั้นถ้าพัฒนาไปถึงผลิตภัณฑ์ที่นักลงทุนต่างประเทศเข้าถึงได้ง่าย ก็อาจช่วยลด “กำแพง” ระหว่างเงินต่างชาติกับตลาดทุนไทย
3. ผลประโยชน์สำคัญอาจไม่ได้เกิดกับ SET Index ทันที
เพราะหากกลไกทำงานครบวงจร ทั้ง เงินทุนต่างชาติ ตลาดทุน บริษัทไทย การลงทุน การขยายธุรกิจ กำไร การจ้างงาน ผลที่เกิดขึ้นจะไม่ได้หยุดอยู่ที่ตลาดหุ้นเท่านั้น แต่สามารถไหลเข้าสู่เศรษฐกิจจริงได้
ฉะนั้น การเดินทางไปสหรัฐ ของนายกรัฐมนตรีครั้งนี้จึงไม่ได้มีเพียงพิธีเปิดตลาดที่ NYSE แต่ยังมีการทำ Capital Market Roadshow และพบกับนักลงทุนสถาบันในนิวยอร์กมากกว่า 30 ราย เพื่อสื่อสารศักยภาพและโอกาสการลงทุนในประเทศไทย
“ภาพนายกฯ ตีระฆัง NYSE อาจเป็นเพียงภาพที่คนเห็น แต่สิ่งที่ต้องติดตามจริง ๆ หลังจากนี้คือ มีบริษัทไทยกี่แห่งที่จะใช้ประโยชน์จากช่องทางใหม่ และมีเงินต่างชาติไหลเข้าตลาดไทยเพิ่มขึ้นจริงหรือไม่ สุดท้ายเงินทุนเหล่านั้นจะเปลี่ยนเป็นการลงทุนและการเติบโตของเศรษฐกิจไทยได้มากแค่ไหน”
เพราะการเชื่อมตลาดทุนไทยกับ Wall Street จะมีความหมายก็ต่อเมื่อ “ประตูถูกเปิดแล้ว และมีเงินทุนเดินผ่านเข้ามาจริง”
นี่จึงอาจเป็นเรื่องที่ต้องดูยาวกว่าการขึ้นลงของ SET ในวันเดียว และอาจเป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญของตลาดหุ้นไทยในช่วงต่อจากนี้



