กรณีศาลมีคำสั่งยกฟ้อง นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช อดีตประธานสมาพันธ์ต่อต้านแชร์ลูกโซ่แห่งประเทศไทย และอดีตรองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ, นางวิลาวัลย์ พุทธสัมฤทธิ์ มารดานายสามารถ และนายวรัตน์พล วรัทย์วรกุล หรือบอสพอล อดีตประธานบริหารบริษัท ดิไอคอน กรุ๊ป จำกัด และบริษัท ดิไอคอนกรุ๊ป จำกัด ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-4 ตามลำดับ ในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงินของบริษัท ดิไอคอนกรุ๊ป จำนวน 2.5 ล้านบาท ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น
ศาลยกฟ้อง ‘สามารถและแม่-บอสพอล’ คดีร่วมกันฟอกเงิน ‘ดิไอคอน’ ชี้หลักฐานไม่เพียงพอรับฟัง
ความคืบหน้า เมื่อวันที่ 25 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังศาลอาญามีคำพิพากษายกฟ้อง น.ส.สุภัทรพร โตรักษา ทนายความของนายวรัตน์พล ให้สัมภาษณ์ว่า โดยวันนี้ศาลพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้ง 4 เนื่องจากเห็นว่าจำเลยไม่ได้มีการกระทำความผิดใด ๆ ตามที่กล่าวอ้างตามฟ้อง ตนและทีมทนายความก็ขอบคุณกับความยุติธรรมที่ศาลให้ในวันนี้ โดยเบื้องต้นได้คุยกับนายวรัตน์พลแล้ว โดยมีภาวะเรื่องความเครียดตั้งแต่เข้าเรือนจำอยู่แล้ว แต่ภายหลังจากผลคำพิพากษาออก เจ้าตัวก็ได้มีการขอบคุณทีมทนายความ

เมื่อถามว่าคดีหลักอย่าง ดิไอคอน ความคืบหน้าไปถึงไหนบ้าง น.ส.สุภัทรพร กล่าวว่า ตอนนี้ส่วนของคดีหลักอยู่ระหว่างการสืบพยานโจทก์ จากดูตารางใบนัดคาดว่าจะมีการสืบพยานทั้งโจทก์และจำเลยเสร็จสิ้นภายในปลายปี 2570 ก่อนจะนัดฟังคำพากษาต่อไป ส่วนเรื่องการยื่นขอปล่อยชั่วคราวเบื้องต้นเรามีการพูดคุยกันอยู่ เพราะตอนนี้จำเลยทุกคนเข้าไปอยู่ในเรือนจำเป็นปีที่ 2 แล้ว ไม่มีใครได้รับการปล่อยชั่วคราว ทรัพย์สินยังถูกอายัดไว้ ส่วนหลังจากนี้จะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล
น.ส.สุภัทรพร กล่าวอีกว่า ด้านทนายความไม่ได้มีความกังวลในการทำหน้าที่ เพราะทำหน้าที่อย่างเต็มที่ และนำสืบพยานที่มีการสืบในชั้นศาล ส่วนผลคดีต่าง ๆ ก็ต้องเป็นไปตามพยานหลักฐาน
นายสามารถ สัมภาษณ์ด้วยน้ำเสียงดุดันว่า ขอบคุณผู้พิพากษาที่ให้ความยุติธรรม พร้อมระบุว่าตลอดระยะเวลาที่ถูกกล่าวหาในคดีนี้ ไม่เคยให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน และยืนยันมาโดยตลอดว่าคลิปเสียงที่กล่าวหาว่าเป็นนักการเมือง “ส.เสือ” ไม่ใช่เสียงของตัวเอง และศาลมีคำพิพากษายกฟ้องจำเลยในคดีดังกล่าว
นายสามารถ กล่าวว่า อยากให้สื่อมวลชนเข้าไปดูข้อความที่โพสต์ไว้ในเฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อเวลา 08.30 น. ซึ่งเป็นข้อมูลอีกด้านที่ต้องการนำเสนอ หลังจากที่ผ่านมาไม่เคยให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับคดี ตั้งแต่วันที่มีคลิปเสียงหลุดและถูกกล่าวหาว่าเป็นนักการเมือง ส.เสือ รวมถึงถูกกล่าวหาว่าตบทรัพย์และฟอกเงิน โดยยืนยันว่าข้อเท็จจริงปรากฏแล้วว่าไม่มีสิ่งดังกล่าว และตั้งคำถามถึงความยุติธรรมที่ต้องได้รับความเสียหายตลอดเกือบ 2 ปี
นายสามารถ กล่าวถึงหลักนิติธรรมตามรัฐธรรมนูญ โดยเห็นว่าหน่วยงานของรัฐ รวมถึงดีเอสไอ ควรอยู่ภายใต้หลักนิติธรรมเช่นเดียวกัน พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงการดำเนินคดีของตัวเองเมื่อเปรียบเทียบกับคดีอื่น โดยยกกรณีของนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน และคดีที่เกี่ยวข้องกับดารา “ฟ” ซึ่งนายสามารถระบุว่า มีประเด็นเกี่ยวกับเส้นทางการเงินเป็นพันล้าน แต่ไม่ถูกออกหมายจับ ไม่ถูกฝากขัง และให้ประกันตัวในชั้นสอบสวนโดยไม่ต้องใช้หลักประกัน

“ทางนี้ในเรื่องของเส้นทางการเงินจึงตั้งคำถามว่าการที่แม่โอนเงินให้ลูกมันผิดไหม เพราะเส้นเงินของแม่มีมาก่อนทำดิไอคอน หากการโอนเงินให้ลูกมันผิดจริง ทำไมบุคคลอื่นถึงไม่มีความผิด” นายสามารถ กล่าวและว่า แต่ทำไมในกรณีของตนถึงถูกออกหมายจับและถูกฝากขัง คัดค้านประกันตัว โดยอ้างว่าในคำร้องขอฝากขังครั้งแรกมีการระบุว่าตนเป็นผู้มีอิทธิพล รู้จักผู้หลักผู้ใหญ่จำนวนมาก และเกรงว่าจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน พร้อมตั้งคำถามว่า หากเข้าข่ายผู้มีอิทธิพลตามกฎหมายสอบสวนคดีพิเศษ เหตุใดคดีของตนจึงไม่มีอัยการเข้าร่วมสอบสวน ขณะที่คดีอื่นที่ยกตัวอย่างมีอัยการเข้าร่วมสอบสวน
นายสามารถ กล่าวอีกว่า ขณะถูกคุมขังในเรือนจำ และต้องนั่งรถควบคุมผู้ต้องขังมาศาล ตนทรมานมาก จึงขอสืบพยานลับหลัง เพราะ มั่นใจว่าคดีนี้ตนไม่ผิด และตอนที่อยู่ในเรือนจำ การหาพยานหลักฐานเพื่อต่อสู้คดีเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะคดีฟอกเงินที่ต้องพิสูจน์เส้นทางการเงินและเจตนา พร้อมเปรียบเทียบว่าตนเหมือนถูกผูกมือผูกเท้าในการต่อสู้กับหน่วยงานรัฐ เนื่องจากหน่วยงานมีอำนาจตามกฎหมายในการเข้าถึงข้อมูล
นายสามารถ กล่าวว่า ระหว่างการสืบพยานได้สอบถามเจ้าหน้าที่ดีเอสไอที่เป็นผู้ขอหมายจับว่าใช้หลักฐานใดในการขอหมายจับ โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่าใช้คลิปเสียงและเส้นทางการเงิน แต่จากการซักถามพบว่าไม่มีใครยืนยันได้ว่าคลิปเสียงดังกล่าวเป็นเสียงของตน ขณะที่เส้นทางการเงินที่นำมาอ้างนั้น ได้มาภายหลังการขอหมายจับแล้ว จึงตั้งคำถามว่าในขณะขอหมายจับ เจ้าหน้าที่นำหลักฐานใดไปยื่นต่อศาล
นายสามารถ ระบุว่า ได้ให้ทนายความพยายามขอคัดคำร้องขอหมายจับ แต่ช่วงแรกไม่สามารถคัดได้ ก่อนจะเปลี่ยนทนายหลายคนและท้ายที่สุดสามารถคัดเอกสารได้ โดยพบว่ามีเพียงหมายจับและบันทึกจับกุม แต่ไม่มีคำร้องขอหมายจับ อีกทั้งทางเจ้าหน้าที่ดีเอสไอที่ทำคดีของตน หลังจากที่ทำคดีของตนก็ได้เลื่อนตำแหน่ง บางรายถึงกับได้ขึ้นเป็นรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และยังฝากไปถึงกระทรวงยุติธรรมและภาครัฐ อย่าใช้กลไกแบบนี้กลั่นแกล้งใคร และฝากถึง “คุณลุง” น่าจะรู้ดีที่สุดว่าตนไม่ได้กระทำความผิด ไม่เคยขอเงินลุงแม้แต่บาทเดียว ยอมเจ็บยอมเปียกแทนลุงมาเสมอ วิธีการที่เกิดขึ้นกับตนเป็นวิธีการกลั่นแกล้ง
ส่วนกรณีจะเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมืองหรือไม่นั้น นายสามารถ กล่าวว่า ขอให้สื่อมวลชนและประชาชนพิจารณาอย่างยุติธรรม พร้อมยกหลักความเสมอภาคตามรัฐธรรมนูญ โดยเห็นว่าทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง ชาวบ้าน รัฐมนตรี หรือบุคคลทั่วไป และไม่ควรมีการเลือกปฏิบัติ แต่อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ไม่ได้โกรธใครเลยแต่ต้องขอบคุณที่ทำให้ได้เรียนรู้อีกมิติจากที่เป็นผู้บริหารได้มาเป็นนักโทษ

เมื่อถามว่าจะมีการฟ้องร้องใครหรือไม่ เรื่องนี้ “ไม่รู้ต้องดูข้อเท็จจริงก่อน หากเกี่ยวข้อง 10 คน อาจจะฟ้องแค่ 2 คน หรือเกี่ยวข้อง 10 คนก็อาจจะเอาทั้ง 10 เลยก็ได้ มันอยู่ที่สิทธิของผม” นายสามารถ กล่าว และว่า ซึ่งคดีหลักของบริษัท ดิไอคอน กรุ๊ป ก็ไม่เกี่ยวข้องกับตน และเป็นหน้าที่ของผู้ที่อยู่ในคดีต้องต่อสู้ตามกระบวนการ โดยส่วนตัวจะเดินหน้าตรวจสอบการดำเนินการของหน่วยงานรัฐว่าปฏิบัติตามกฎหมายหรือไม่ หากพบว่าเป็นการกลั่นแกล้งหรือเลือกปฏิบัติ จะใช้กฎหมายดำเนินการ
ส่วนกรณีจะยื่นฟ้องกลับดีเอสไอหรือไม่ นายสามารถ กล่าวว่า ต้องตรวจสอบก่อนว่าเจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมายหรือไม่ หากปฏิบัติตามกฎหมายก็จะไม่ดำเนินการ แต่หากพบว่ามีการกลั่นแกล้งหรือเลือกปฏิบัติ จะใช้กฎหมายดำเนินการ โดยยืนยันว่าเป็นสิทธิของตน
นายสามารถ กล่าวถึงระยะเวลาที่ถูกคุมขังว่า ถูกจับเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2567 และอยู่ในเรือนจำเกือบ 2 ปี ก่อนจะได้รับการประกันตัวในเดือนเมษายน 2569 หลังสืบพยานเสร็จสิ้นทุกปาก โดยศาลเห็นว่ามีเหตุให้ไต่สวนและปล่อยตัวชั่วคราว จากนั้นมีการจำหน่ายคดีเพื่อรอผลคดีมูลฐาน แต่เมื่อคดีมูลฐานคาดว่าจะเสร็จในปี 2571 การต้องรอถึงเวลานั้นไม่เป็นธรรมกับตน เพราะยังคงถูกตราหน้าว่าเป็นผู้กระทำความผิด จึงขอให้ศาลพิจารณานัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 25 กันยายน และศาลมีคำพิพากษายกฟ้องในวันนี้ เพราะตนมีแค่คดีฟอกเงิน ไม่มีคดีอื่นติดตัว หากมีการนำคดีอื่นมายัดใส่หลังจากนี้ จะดำเนินการตามกฎหมาย
ส่วนการเปลี่ยนอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ นายสามารถ กล่าวว่า เห็นว่าควรมีการเปลี่ยนทั้งอธิบดีและรองอธิบดี พร้อมระบุว่าในวันจันทร์จะเดินทางไปหา ปลัดกระทรวงยุติธรรมเพื่อขอให้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินงานของดีเอสไอ โดยจะพิจารณาจากข้อเท็จจริงว่าเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมีกี่คนและจะดำเนินการกับบุคคลใดบ้าง
นายสามารถ กล่าวอีกว่า จะตรวจสอบต่อไปว่ามีบุคคลใดนำพยานหลักฐานเท็จมาใช้ในคดีหรือไม่ และหากพบจะดำเนินการตามกฎหมาย โดยขณะนี้จากการตรวจสอบพบเจ้าหน้าที่ดีเอสไอเป็นผู้เกี่ยวข้อง พร้อมตั้งคำถามถึงความยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับตนในช่วงที่ถูกคุมขัง และกล่าวว่าไม่ควรมีนักการเมืองหรือประชาชนคนใดถูกเลือกปฏิบัติ
ท้ายที่สุด นายสามารถ ฝากถึงรัฐบาลว่า ไม่ควรหวั่นเกรงต่อข้อกล่าวหา และควรปล่อยให้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าบุคคลใดกระทำความผิดหรือไม่ พร้อมย้ำหลักการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ และเห็นว่าไม่ควรนำข้อกล่าวหาที่ยังไม่มีคำพิพากษามาเปิดเผยหรือแถลงต่อสาธารณะ เพราะอาจทำให้ผู้ถูกกล่าวหาเสียชื่อเสียง แม้ภายหลังศาลจะมีคำพิพากษาว่าไม่ได้กระทำความผิดก็ตาม
อย่างไรก็ตาม บอสพอลยังมีคดีหลักของบริษัทดิไอคอน และไม่ได้ยื่นประกันตัว จึงยังถูกควบคุมตัวอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร


