จากสถานการณ์ฝนตกหนักสะสมในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลช่วงปลายเดือนกันยายน 2569 ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขังในหลายจุด แม้สถานการณ์ฝนจะเริ่มคลี่คลายและหยุดตกบ้างแล้ว แต่ในพื้นที่ลุ่มต่ำและตรอกซอกซอยยังคงมีน้ำรอการระบาย
เมื่อระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น สิ่งที่ตามมาคือการเตรียมรับมือของประชาชนในพื้นที่เสี่ยง ตั้งแต่การขยับของขึ้นที่สูง ไปจนถึงการเตรียมอพยพหากสถานการณ์รุนแรงขึ้น และสำหรับหลายครอบครัว ยังมีอีกหนึ่งชีวิตที่ต้องพาออกจากพื้นที่ไปพร้อมกัน นั่นคือ ‘สัตว์เลี้ยง’ ที่อยู่ในบ้าน เนื่องจากสุนัขและแมวไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองหรือหาทางหนีได้เมื่อเกิดน้ำท่วม หากต้องออกจากบ้านกะทันหัน เจ้าของจะพาสัตว์เลี้ยงไปที่ไหน และจะมีที่พักพิงรองรับพวกเขาหรือไม่?
ข้อมูลจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย ระบุว่า สถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้กระทบหลายจังหวัด ขณะที่กรุงเทพมหานครประกาศพื้นที่ประสบสาธารณภัยครบทั้ง 50 เขต และมีจุดน้ำท่วมขังบนเส้นทางหลักหลายจุด ส่วนกรมปศุสัตว์รายงานว่าได้เคลื่อนย้ายและอพยพสัตว์ออกจากพื้นที่เสี่ยงแล้วมากกว่า 3.8 แสนตัว ขณะเดียวกัน ในหลายพื้นที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยและจิตอาสายังต้องเข้าช่วยเหลือสัตว์เลี้ยงที่ติดอยู่ภายในบ้าน ทว่าตัวเลขดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นสัตว์เศรษฐกิจและปศุสัตว์ สำหรับสุนัขและแมวในบ้านยังไม่มีระบบรวบรวมข้อมูลความเสียหายที่ชัดเจน ทั้งจำนวนสัตว์ที่สูญหาย บาดเจ็บ หรือเสียชีวิต ทำให้เจ้าของต้องเผชิญชะตากรรมลำพังเมื่อต้องรับมือกับน้ำขังในบ้าน
กฎหมายมี แต่หน้างานเคว้ง
เมื่อพิจารณาในด้านกฎหมาย ประเทศไทยมีทั้งพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 ที่ระบุแนวทางช่วยเหลือสัตว์เลี้ยง สัตว์เศรษฐกิจ และสัตว์งาน และแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2564-2570 ที่กำหนดมาตรการจัดการความเสี่ยงและการช่วยเหลือสัตว์จากภัยพิบัติไว้แล้ว
แต่เมื่อดูการจัดการในพื้นที่จริง โดยเฉพาะศูนย์พักพิงชั่วคราวของกรุงเทพมหานครที่เปิดรองรับผู้ประสบภัยในเหตุการณ์ครั้งนี้ เช่น วัดหลักสี่ วัดลาดปลาเค้า วัดเทวสุนทร และโรงเรียนวัดดอนเมือง จากเอกสารและประกาศที่ตรวจสอบ กลับยังไม่พบข้อมูลที่แน่ชัดว่าศูนย์พักพิงทั้ง 7 แห่งอนุญาตให้ประชาชนนำสัตว์เลี้ยงเข้าพักร่วมกับเจ้าของได้หรือไม่ รวมถึงยังไม่พบข้อมูลการจัดสรรพื้นที่รับฝากสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะ ดังนั้นเมื่อเกิดเหตุและต้องอพยพจริง เจ้าของจึงยังไม่รู้ว่าจะพาสัตว์เลี้ยงไปที่ไหน และเมื่อไปถึงศูนย์พักพิงแล้ว สัตว์เลี้ยงจะเข้าพักด้วยได้หรือไม่
บทเรียนที่เคยทำได้
ที่ผ่านมา ประเทศไทยเคยการจัดการสัตว์เลี้ยงในช่วงวิกฤตมาแล้วหลายพื้นที่ อย่างคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เคยจัดตั้งศูนย์พักพิงสัตว์เลี้ยงควบคู่กับศูนย์พักพิงผู้ประสบภัยในเหตุอุทกภัยหาดใหญ่ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 มีทีมสัตวแพทย์ตรวจคัดกรองโรค ให้การรักษา และจัดอาหารกับอุปกรณ์ โดยเจ้าของต้องเตรียมกรง ตะกร้า สายจูง และชามอาหารมาเอง
หรืออย่างมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายก็เคยเปิดพื้นที่มหาวิทยาลัยเป็นศูนย์พักพิงและรับฝากสุนัขกับแมวของผู้ประสบภัยโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายในช่วงน้ำท่วมจังหวัดเชียงราย พ.ศ. 2567 โดยเจ้าของต้องประสานลงทะเบียนล่วงหน้าและเตรียมกรงสำหรับสัตว์มาเอง
ส่วนมหาอุทกภัยช่วงปี 2554 เครือข่ายวิชาชีพสัตวแพทย์และองค์กรภาคเอกชนในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลเคยจัดศูนย์พักพิงสัตว์เลี้ยงเฉพาะกิจ มีระบบลงทะเบียนและบัตรประจำตัวสัตว์เพื่อป้องกันการสลับตัว รวมถึงจำกัดจำนวนสัตว์ตามความจุของกรง
เหล่านี้แสดงให้เห็นว่าการจัดพื้นที่สำหรับคนและสัตว์ในช่วงเกิดภัยพิบัติสามารถทำได้จริง และมีรูปแบบการทำงานให้เห็นอยู่แล้ว สิ่งที่ยังต้องเดินหน้าต่อคือการนำประสบการณ์เหล่านี้มาพัฒนาเป็นแนวทางปฏิบัติที่ศูนย์พักพิงของรัฐสามารถนำไปใช้ได้อย่างต่อเนื่อง
เตรียมพร้อมยามวิกฤต
ในระหว่างที่ระบบของรัฐยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน เจ้าของสัตว์เลี้ยงจึงต้องเตรียมความพร้อมด้วยตัวเอง กรมปศุสัตว์และสัตวแพทยสภาแนะนำให้ตรวจสอบประวัติวัคซีน ทั้งโรคพิษสุนัขบ้าและโรคฉี่หนู พร้อมจัดกระเป๋าฉุกเฉิน (Go-Bag) ให้พร้อมใช้งาน ภายในควรมีอาหารแห้ง น้ำดื่มสะอาด ยาสามัญ กรง ตะกร้า และสายจูง
เมื่อถึงเวลาต้องอพยพ เจ้าของควรเคลื่อนย้ายสัตว์ขึ้นที่สูง ให้อยู่ในกรงหรือใช้สายจูงในพื้นที่ปลอดภัย และไม่ควรปล่อยให้สัตว์ลงไปในน้ำท่วมขัง เพราะเสี่ยงต่อโรคผิวหนังและอาจถูกกระแสน้ำพัดไปได้ ส่วนเมื่อสถานการณ์คลี่คลายและน้ำลดแล้ว ควรทำความสะอาดและฆ่าเชื้อบริเวณที่อยู่อาศัย ตรวจดูบาดแผลตามร่างกายสัตว์ และสังเกตอาการผิดปกติ หากสัตว์มีอาการซึมหรือป่วย ควรรีบพาไปพบสัตวแพทย์
นอกจากการเตรียมที่หลบภัยแล้ว การดูแลสัตว์เลี้ยงในช่วงน้ำท่วมยังต้องระวังเรื่องสุขอนามัยและความปลอดภัยของคนในบ้านด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะความเสี่ยงจากโรคเลปโตสไปโรซิส (ไข้ฉี่หนู) ที่มักปนเปื้อนมากับน้ำท่วมขัง และมาจากปัสสาวะของสัตว์ต่างๆ เช่น หนู สุนัข หรือโคกระบือ
รัฐพร้อมแค่ไหน
สำหรับคนที่มีสัตว์เลี้ยง การจะอพยพออกจากบ้านจึงมีเรื่องให้คิดเพิ่มขึ้นมาอีกอย่าง คือเมื่อออกจากบ้านแล้วจะพาสัตว์ไปอยู่ที่ไหน สอดคล้องกับงานวิจัยด้านภัยพิบัติระดับสากลที่พบว่า 44% ของผู้ประสบภัยปฏิเสธการอพยพ ถ้าต้องทิ้งสัตว์เลี้ยงไว้ที่บ้าน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ป่วยติดบ้าน ที่มีสัตว์เลี้ยงเป็นที่พึ่งทางใจ
แม้ประเทศไทยจะยังไม่มีตัวเลขอย่างเป็นทางการในจุดนี้ แต่เมื่อในอดีตเราเคยมีตัวอย่างศูนย์พักพิงที่เปิดรับสัตว์เลี้ยงมาแล้ว คำถามต่อจากนี้จึงไม่ใช่ว่า ‘ทำได้ไหม’ แต่คือในวันที่ต้องหนีน้ำ เจ้าของจะรู้หรือไม่ว่าต้องพาสัตว์ไปที่ไหน และจะมีศูนย์พักพิงที่เปิดประตูรับพวกเขาอยู่จริงหรือไม่



