เมื่อวันที่ 28 ก.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงการพูดคุยกับนายกรัฐมนตรีหลังเปิดศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมสถานการณ์น้ำ (JICC) ว่า มีการสอบถามการทำงานในวันนี้ว่าการรวบรวมข้อมูลมีปัญหาอะไรหรือไม่ ต้องสื่อสารกับประชาชนอย่างเข้าใจโดยง่าย และหากมีเหตุการณ์ฉุกเฉินอะไร ขอให้ศูนย์ฯ ติดต่อได้ตลอดเวลา

เมื่อถามว่ามีคำถามจากประชาชนว่ารัฐบาลมีตัวอย่างเหตุการณ์น้ำท่วมที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา แล้ว ทำไมจึงปล่อยให้เกิดเหตุในกรุงเทพฯ อีก นายเอกภพ กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวถือเป็นภัยธรรมชาติ เกิดจากฝนที่ตกในพื้นที่ไม่เกี่ยวกับระบบระบายน้ำเหมือนปี 54 และมีพายุฝนลงมาสมทบ ซึ่งฝนที่ตกใน กทม. มีปริมาณมาก ทั้งที่มีการพร่องน้ำในระบบระบายน้ำไปก่อนหน้านี้แล้ว นี่จึงถือเป็นบทเรียนว่าต้องมีการดำเนินการพัฒนาระบบส่งน้ำให้มากขึ้น และระบบการระบายน้ำในโครงการชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย โดยที่ไม่ต้องให้น้ำมากองอยู่ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี ซึ่งโครงการดังกล่าวน่าจะเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 29 ก.ย. 

ผู้สื่อข่าวถามว่ามีการตามหาความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นายเอกภพ กล่าวว่า ในทุกเหตุการณ์เรามักหาว่าใครผิด ซึ่งการกล่าวหาและโบ้ยไปที่คนผิดอาจเป็นเรื่องที่ทำได้ง่าย และปัดความรับผิดชอบเกินไป แต่ความจริงคือเรื่องของทุกคนและทุกหน่วยงาน อย่างเหตุการณ์นี้หลายคนคิดว่าพื้นที่กรุงเทพฯ จะเป็นความรับผิดชอบของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น นายกรัฐมนตรีกำชับมาตลอดว่าเหตุการณ์จะเกิดขึ้นที่ใดก็ตาม ขอให้ทุกหน่วยงานร่วมมือและดำเนินการร่วมกันในการแก้ไขปัญหา

“ฝนตกเขาไม่ได้ถามว่าหน่วยงานใดจะรับผิดชอบฝนก้อนนี้ แต่เมื่อตกลงมาถึงพื้นแล้ว ประชาชนที่ได้รับผลกระทบไม่ถามหรอกครับว่าหน่วยงานไหนจะมารับผิดชอบฝนก้อนนี้ ทุกคนต้องมารวมกัน เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้ว ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไปหาว่าใครผิด ใครช้าหรือไม่ช้า แต่เราต้องถอดบทเรียนว่าที่ผ่านมาเราได้เตรียมการดีพอแล้วหรือยัง ทำอย่างไรให้เหตุการณ์กลับมาสู่ความปกติให้เร็วที่สุด” นายเอกภพ กล่าว