สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 29 ก.ย. ว่า ภารกิจที่ไม่มีลูกเรือครั้งนี้ มีกำหนดการใช้เวลานาน 10 ชั่วโมง แต่ถูกลดลงเหลือเพียง 3 ชั่วโมง หลังเครื่องยนต์หลักเครื่องหนึ่งจากทั้งหมด 3 เครื่อง หยุดทำงานก่อนกำหนด ภายหลังการแยกตัวออกจากจรวดบูสเตอร์ “ซูเปอร์ เฮฟวี” ขั้นที่หนึ่งของยานอวกาศสตาร์ชิป

ปัญหาเครื่องยนต์ดับก่อนกำหนด ทำให้นายแดน ฮัวต์ โฆษกของสเปซเอ็กซ์ ประกาศผ่านการถ่ายทอดสดภารกิจของบริษัทว่า ยานสตาร์ชิปจะไม่สามารถขึ้นสู่วงโคจรได้ แต่ไม่กี่นาทีต่อมา เขาก็กลับคำพูดหลังได้รับการยืนยันจากทีมวิศวกรว่า ยานยังสามารถใช้เครื่องยนต์ตัวอื่นเพื่อเข้าสู่วงโคจรได้ และในเวลาต่อมา ยานสตาร์ชิปก็สามารถปล่อยดาวเทียมสตาร์ลิงรุ่นใหม่ จำนวน 26 ดวง ที่ระดับความสูงประมาณ 269 กิโลเมตร ซึ่งเป็นการปล่อยดาวเทียมในวงโคจรครั้งแรกของยานลำนี้

ขณะนี้ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า เหตุเครื่องยนต์ขัดข้องที่เกิดขึ้น ซึ่งถือเป็นปัญหาล่าสุดนับตั้งแต่เริ่มการทดสอบบินจรวดสตาร์ชิปในปี 2566 จะส่งผลกระทบมากน้อยเพียงใดต่อเป้าหมายของสเปซเอ็กซ์ ในการนำยานอวกาศที่ทรงพลังมาให้บริการตามปกติในช่วงปลายปีนี้

อนึ่ง ภารกิจดังกล่าวแตกต่างจากการทดสอบบินของจรวดสตาร์ชิปครั้งก่อน ๆ เนื่องจากเป็นทั้งการทดสอบที่มีเดิมพันสูงสำหรับจรวดรุ่นใหม่ และภารกิจปฏิบัติการที่นำดาวเทียมสตาร์ลิงมูลค้าหลายล้านดอลลาร์สหรัฐขึ้นสู่วงโคจร ซึ่งถือเป็นภารกิจแรกของจรวดสตาร์ชิปที่สร้างรายได้ แม้การออกแบบขั้นสุดท้ายยังอยู่ระหว่างการพัฒนาก็ตาม

ด้านนายจาเร็ด ไอแซคแมน ผู้อำนวยการองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (นาซา) โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์มเอ็กซ์ เพื่อแสดงความยินดีกับสเปซเอ็กซ์ที่สามารถนำยานสตาร์ชิปขึ้นสู่วงโคจร และจัดการทุกขั้นตอนได้อย่างปลอดภัย มีความรับผิดชอบ และสร้างแรงบันดาลใจอย่างยิ่ง.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS