เมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2569 ตามเวลาในนครนิวยอร์ก นายเชิดชาย ใช้ไววิทย์ เอกอัครราชทูตและผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ใช้สิทธิในการตอบโต้ต่อถ้อยแถลงของคณะผู้แทนกัมพูชาซึ่งมีนายปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศและความร่วมมือแห่งกัมพูชา กล่าวเมื่อวันที่ 26 ก.ย. 2569 ในการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยที่ 81 ซึ่งมีการพูดพาดพิงถึงประเทศไทย
โดยนายเชิดชาย กล่าวว่า เป็นเวลากว่า 9 เดือนแล้ว นับตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงมีผลบังคับใช้ เป็นเรื่องน่าเสียใจอย่างยิ่งที่กัมพูชายังคงเผยแพร่ข้อกล่าวหาที่ปราศจากมูลความจริงต่อประเทศไทย การกระทำดังกล่าวขัดแย้งกับสิ่งที่นายกรัฐมนตรีของไทยและกัมพูชาได้ตกลงกันไว้ที่เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ ระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน และยังถือเป็นความพยายามอีกครั้งที่จะสร้างภาพลักษณ์เชิงลบให้กับประเทศไทย ข้อกล่าวหาเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ และไม่มีข้อเท็จจริงรองรับ ตรงกันข้าม ข้อเท็จจริงกลับสะท้อนเรื่องราวที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง สิ่งเหล่านี้ทำให้เราจำเป็นต้องย้อนกลับไปทบทวนถึงจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ที่กัมพูชาเปิดเผยเนื้อหาการสนทนาทางโทรศัพท์ส่วนตัวระหว่างผู้นำของทั้ง 2 ประเทศไปเปิดเผยต่อสาธารณะ เหตุการณ์ที่ทหารไทยต้องสูญเสียอวัยวะจากทุ่นระเบิดของกัมพูชาที่ถูกนำมาวางใหม่ และเหตุการณ์ที่จรวดของกัมพูชายิงเข้ามาในดินแดนไทยและทำให้พลเรือนชาวไทยผู้บริสุทธิ์เสียชีวิต รวมถึงผู้หญิงและเด็ก

นายเชิดชาย กล่าวอีกว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นตามมาสร้างความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสแก่ประชาชนของทั้งสองฝ่าย ในประเทศไทย มีประชาชนหลายแสนคนต้องพลัดถิ่นจากพื้นที่ฐานจากสถานการณ์การสู้รบ และรัฐบาลไทยได้จัดหาที่พักพิงและให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนเหล่านั้น ตนขอชี้แจงข้อเท็จจริงให้ถูกต้องว่า ผู้พลัดถิ่นชาวกัมพูชา ซึ่งรวมถึงกลุ่มผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ (IDPs) จำนวน 20,000 คนที่กัมพูชากล่าวอ้างนั้น แท้จริงแล้วเป็นชาวกัมพูชาที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ไทยเปิดไว้เป็นสถานที่พักพิงชั่วคราวมาตั้งแต่ทศวรรษ 1970 เรื่องนี้มีหลักฐานและเอกสารบันทึกไว้อย่างชัดเจน กัมพูชาและไทยต่างทราบเรื่องนี้ดี การที่บุคคลเหล่านี้ไม่ยอมเดินทางกลับกัมพูชา แม้ไทยประท้วงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถือเป็นการรุกล้ำดินแดนไทย การเจรจาและการทูตเป็นทางเลือกแรกที่ประเทศไทยยึดถือปฏิบัติมาตลอด
นายเชิดชาย กล่าวว่า ไทยยังยึดมั่นอย่างเต็มที่ต่อข้อตกลงหยุดยิง และยังใช้ความอดกลั้นอย่างถึงที่สุด มาตรการทั้งหมดที่ไทยดำเนินการนั้นสอดคล้องอย่างสมบูรณ์กับแถลงการณ์ร่วมที่ทั้ง 2 ฝ่ายตกลงกันเมื่อวันที่ 27 ธ.ค. 2568 เราต้องการเปิดโอกาสให้การเจรจาทวิภาคีกับกัมพูชา เพื่อแก้ไขข้อแตกต่างระหว่างสองประเทศเกี่ยวกับเขตแดนทางทะเล อย่างไรก็ตาม กัมพูชาเลือกแนวทางที่แตกต่างออกไปด้วยการเดินหน้ากระบวนการประนอมข้อพิพาทภาคบังคับ ถึงกระนั้น ประเทศไทยก็ยังมีส่วนร่วมกับกระบวนการดังกล่าวอย่างสร้างสรรค์ โดยหวังว่ากระบวนการนี้จะช่วยสร้างความไว้วางใจระหว่าง 2 ประเทศได้ ดังที่นายกรัฐมนตรีของไทยย้ำว่า พรมแดนร่วมระหว่างไทยกับกัมพูชาควรและต้องเป็นพื้นที่แห่งความเจริญรุ่งเรือง ไม่ใช่พื้นที่ที่ถูกนิยามด้วยบาดแผลจากความขัดแย้ง ดังนั้น สิ่งที่เราให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก คือการก้าวข้ามอดีตและเดินหน้าต่อไป เราจึงต้องตั้งคำถามว่าเมื่อใดกัมพูชาจะหลุดพ้นจากวงจรอันเลวร้ายนี้ และก้าวไปข้างหน้าพร้อมกับเรา เพื่อเปิดบทใหม่ในความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่าง 2 ประเทศ
“เพื่อให้สิ่งนี้เกิดขึ้นได้ ประเทศไทยคาดหวังความจริงใจอย่างแท้จริงจากกัมพูชา ซึ่งเริ่มต้นด้วยการแสดงเจตนาที่ดีในเวทีระหว่างประเทศ การงดเว้นจากการกระทำที่ยั่วยุตามแนวชายแดน และการดำเนินความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมเพื่อสร้างหลักประกันด้านความมั่นคงตามแนวชายแดน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม และความพยายามร่วมกันในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามพรมแดน รวมถึงขบวนการหลอกลวงทางออนไลน์ ไทยและกัมพูชาเป็นประเทศเพื่อนบ้าน เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงทางภูมิศาสตร์นี้ได้ แต่เราสามารถเลือกได้ว่าเราต้องการเป็นเพื่อนบ้านแบบใด ความรับผิดชอบร่วมกันของเราคือการเดินหน้าต่อไปด้วยความไว้วางใจและความเชื่อมั่นซึ่งกันและกัน เพื่อมุ่งสู่สันติภาพที่ยั่งยืนและถาวร” นายเชิดชาย กล่าว.



