เมื่อวันที่ 29 ก.ย. ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา กรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนภาคประชาชน ประธานคณะอนุกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (อ.ก.ต.ช.) ด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน อาจารย์ประจำหลักสูตรปริญญาโท คณะรัฐประศาสนศาสตร์ วิทยาลัยเทคโนโลยี สยาม กล่าวว่า “การปกป้องแผ่นดินไทยในวันนี้ ต้องหนักแน่นทั้งในพื้นที่ชายแดนและบนพื้นที่ของหลักฐานความจริงที่ประชาคมโลกกำลังรับฟัง”
ผมเคยเป็นหัวหน้าโครงการวิจัยเพื่อปกป้องผลประโยชน์ชาติตามแนวชายแดนให้กองทัพบกในปี 2554 และเคยศึกษาระดับปริญญาโทด้านการบริหารจัดการนโยบายสาธารณะและยุทธศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ได้เรียนรู้และฝึกวิเคราะห์ยุทธศาสตร์ร่วมกับเพื่อนร่วมรุ่นซึ่งเป็นบุคลากรด้านความมั่นคงจากเพนตากอน กระทรวงกลาโหม สหรัฐอเมริกา ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ผมตระหนักว่า เรื่องชายแดนมีทั้งชีวิตของประชาชน หลักฐานทางประวัติศาสตร์ กฎหมาย และความสามารถของประเทศในการอธิบายข้อเท็จจริงต่อโลก
เวลานี้ข้อพิพาทไทย–กัมพูชาปรากฏชัดขึ้นบนเวทีระหว่างประเทศ แต่การกล่าวถ้อยแถลงต่อสหประชาชาติไม่ได้ทำให้เส้นเขตแดนเปลี่ยนไป หรือทำให้ข้อกล่าวอ้างของฝ่ายใดกลายเป็นคำวินิจฉัยทางกฎหมายโดยอัตโนมัติ สิ่งที่เพิ่มความสำคัญขึ้นคือ การแข่งขันด้านข้อมูล ความน่าเชื่อถือ และความชอบธรรมทางการทูต
อย่างกรณีตัวเลขผู้พลัดถิ่นแสดงให้เห็นความสำคัญของเรื่องนี้อย่างชัดเจน หลังนายทอม แอนดรูวส์ ผู้เชี่ยวชาญอิสระที่ได้รับแต่งตั้งโดยคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ได้เสนอรายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในกัมพูชา กล่าวถึงชาวกัมพูชาที่ได้รับผลกระทบ
กระทรวงการต่างประเทศของไทยได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2569 ชี้แจงข้อเท็จจริงและโต้แย้งการจัดกลุ่มบุคคลบางส่วนในตัวเลขผู้พลัดถิ่นที่ถูกกล่าวอ้าง กระทรวงฯ ระบุว่า ส่วนหนึ่งเป็นชาวกัมพูชาที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ซึ่งไทยเคยเปิดพื้นที่ให้ชาวกัมพูชาพักพิงชั่วคราวด้วยเหตุผลด้านมนุษยธรรมในอดีต และไทยเห็นว่ากลุ่มดังกล่าวรุกล้ำเข้ามาในเขตแดนไทย จึงไม่ควรถูกนับเป็นผู้พลัดถิ่นภายในประเทศตามที่ผู้เสนอรายงานพิเศษฯ ระบุในแถลงการณ์สิ้นสุดภารกิจ ทั้งนี้ แถลงการณ์ไม่ได้ระบุว่าคนทั้งหมด 650,000 คนเป็นผู้รุกล้ำ

นี่คือเหตุผลที่ประเทศไทยต้องตอบด้วยข้อมูลที่จำแนกชัดเจนและตรวจสอบได้ เราต้องแยกให้ชัดว่าใครเป็นผู้พลัดถิ่นจากการสู้รบ ใครเป็นผู้ที่เคยอาศัยในพื้นที่พักพิงชั่วคราว ใครเป็นแรงงานที่เดินทางกลับประเทศ และพื้นที่ใดเป็นพื้นที่ที่แต่ละฝ่ายมีข้อโต้แย้งกัน การเรียกทุกคนด้วยคำเดียวหรือใช้ตัวเลขเดียวอธิบายทุกกรณี อาจทำให้ประชาคมโลกเข้าใจข้อเท็จจริงและสถานะของพื้นที่คลาดเคลื่อน
ขณะเดียวกัน ไทยต้องแสดงให้โลกเห็นว่า ความหนักแน่นในเรื่องอธิปไตยเดินไปพร้อมกับความรับผิดชอบต่อชีวิตมนุษย์ ผู้ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ และครอบครัวที่ต้องออกจากบ้าน ต้องได้รับการดูแลตามหลักมนุษยธรรม การตรวจสอบข้อกล่าวอ้างอย่างรอบคอบจึงเป็นทั้งการปกป้องสิทธิของประเทศไทยและการทำให้ความช่วยเหลือไปถึงผู้เดือดร้อนจริง
ในบริบทนี้ ผมเห็นบทบาทสำคัญยิ่งของ ฯพณฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่นำจุดยืนของประเทศไทยไปกล่าวต่อที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยที่ 81 เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 นายกรัฐมนตรียืนยันแนวทางการเจรจาและความร่วมมือเพื่อสร้างความมั่นคงตามแนวชายแดน พร้อมระบุชัดว่ากระบวนการภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล หรือ UNCLOS เกี่ยวข้องกับ การกำหนดเขตทางทะเล ประเด็นนี้สำคัญ เพราะช่วยป้องกันความสับสนระหว่างข้อพิพาททางทะเลกับข้อพิพาทเขตแดนทางบก
สิ่งที่นายกรัฐมนตรีกำลังทำจึงมีความหมายมากกว่าการตอบโต้ถ้อยแถลงหนึ่งครั้ง ท่านกำลังวางกรอบให้ประชาคมโลกเห็นว่าไทยพร้อมใช้สันติวิธี พร้อมชี้แจงด้วยข้อเท็จจริง และพร้อมร่วมมือแก้ปัญหาที่กระทบความปลอดภัยของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นความมั่นคงชายแดน ทุ่นระเบิด หรืออาชญากรรมหลอกลวงข้ามพรมแดน
จากนี้ ผมเห็นว่าภารกิจของทีมประเทศไทยควรเดินต่ออย่างเป็นระบบ เช่น รวบรวมหลักฐานเรื่องเขตแดนและประวัติการใช้พื้นที่ให้ตรงกันทุกหน่วยงาน ตรวจสอบและจำแนกข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบอย่างโปร่งใส สื่อสารคำชี้แจงต่อกลไกระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง และรักษาช่องทางเจรจาที่จะนำไปสู่ความปลอดภัยของประชาชนทั้งสองฝั่ง ผมเห็นว่าควรวัดผลสำเร็จจากความคืบหน้าที่ตรวจสอบได้ในพื้นที่และในกระบวนการเจรจา
ความขัดแย้งนี้ยังไม่มีใครบอกได้ว่าจะสิ้นสุดเมื่อใด หรือจะต้องใช้กลไกใดเพิ่มเติมในแต่ละประเด็น สิ่งที่ไทยทำได้ตั้งแต่วันนี้คือรักษาหลักฐานให้มั่นคง ชี้แจงข้อเท็จจริงต่อประชาคมโลกอย่างต่อเนื่อง ใช้กลไกทางกฎหมายและการทูตให้ตรงกับข้อพิพาทแต่ละเรื่อง และดูแลชีวิตของประชาชนชายแดนตามหลักมนุษยธรรม
ผมขอชวนคนไทยทั้งประเทศร่วมทำหน้าที่ในส่วนของเรา ตรวจสอบก่อนส่งต่อข้อมูล รับฟังความเดือดร้อนของผู้คนโดยไม่ละทิ้งข้อเท็จจริง และสนับสนุนให้รัฐบาลปกป้องผลประโยชน์ชาติด้วยหลักฐาน สติ และสันติวิธี เราสามารถยืนเคียงข้างนายกรัฐมนตรีในการทำภารกิจครั้งสำคัญนี้ โดยไม่ปล่อยให้ความโกรธหรือข้อมูลที่คลาดเคลื่อนพูดแทนประเทศไทย
เมื่อโลกกำลังรับฟังเรื่องชายแดนไทย ขอให้เสียงของประเทศไทยหนักแน่นด้วยหลักฐาน สุขุมด้วยสติ และเปี่ยมด้วยมนุษยธรรม ขอให้เรายืนเคียงข้างประชาชนชายแดน สนับสนุนภารกิจของนายกรัฐมนตรีและทีมประเทศไทยอย่างสร้างสรรค์ และร่วมกันผลักดันให้การรักษาอธิปไตยกับการรักษาสันติภาพเกิดผลจริง เพราะชัยชนะที่มีความหมายที่สุด คือประเทศไทยมั่นคง และประชาชนปลอดภัย



