เมื่อวันที่ 29 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สภาผู้บริโภค ระบุจาก สถานการณ์น้ำในลุ่มเจ้าพระยา โดยกรมชลประทานรายงานว่า วันที่ 26 ก.ย.69 ปริมาณน้ำที่สถานี C.2 นครสวรรค์เพิ่มเป็น 1,827 ลบ.ม.ต่อวินาที และเขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำ 1,850 ลบ.ม.ต่อวินาที ก่อนเพิ่มการระบายเป็น 1,950 ลบ.ม.ต่อวินาทีในวันที่ 27 ก.ย.เพื่อรองรับน้ำเหนือที่เพิ่มขึ้น ขณะที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลต้องเฝ้าระวังจาก 3 ปัจจัยเสี่ยง ทั้งน้ำเดิมที่ท่วมรอการระบาย น้ำเหนือที่ระบายหลากลงมา รวมถึงน้ำทะเลที่กำลังหนุนย้อนดันกลับมา นั้น
นายก้องศักดิ์ สหะศักดิ์มนตรี อนุกรรมการด้านอสังหาริมทรัพย์และที่อยู่อาศัย สภาผู้บริโภค กล่าวว่า สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าสถานการณ์น้ำในระยะสั้น คือ ทิศทางการพัฒนาเมืองตามร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครฉบับใหม่ ซึ่งอาจทำให้ความสามารถในการรองรับน้ำลดลงในระยะยาว
ทั้งนี้ หากเทียบกับผังเมืองรวม กทม.ฉบับปัจจุบัน ปี 2556 จะเห็นว่า ฝั่งตะวันตกมี “พื้นที่สีเขียวลายทแยง” ซึ่งเป็นที่ดินประเภทอนุรักษ์ชนบทและเกษตรกรรม ที่ใช้เป็นพื้นที่รับน้ำ และทำหน้าที่เหมือนแก้มลิง แต่ในร่างผังเมืองฯ ฉบับใหม่ที่กำลังถูกคัดค้านอยู่ในขณะนี้ พื้นที่ลักษณะนี้ทางฝั่งตะวันตกกลับหายไปทั้งหมด และถูกแทนที่ด้วยพื้นที่สีเหลือง สีส้ม ที่เปิดโอกาสให้มีการสร้างที่อยู่อาศัยประเภทหมู่บ้านจัดสรรและคอนโดฯ เพิ่มขึ้น
“คำถามคือ ถ้าวันหนึ่งน้ำเหนือ น้ำฝน และน้ำทะเลหนุนมาบรรจบพร้อมกัน กรุงเทพฯ จะเอาพื้นที่ตรงไหนรับน้ำ”

นายก้องศักดิ์ ชี้ความกังวลไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะฝั่งตะวันตก แต่ตามร่างผังเมืองฯ ฉบับใหม่ พื้นที่ฝั่งตะวันออกซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญในการรองรับและระบายน้ำก็ถูกลดพื้นที่ส่วนที่เป็น“สีเขียวลายทแยง” หรือพื้นที่รับน้ำลงเช่นกัน โดยเฉพาะบริเวณหนองจอก มีนบุรี คันนายาว สายไหม และลาดกระบัง ซึ่งพื้นที่เปิดโล่งและพื้นที่รับน้ำเดิม รวมถึงโครงการแก้มลิงจำนวนมาก ถูกยกเลิก และปรับเปลี่ยนไปใช้ในการพัฒนาเป็นที่อยู่อาศัยที่มีความหนาแน่นมากขึ้น ทั้งที่เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ และเป็นจุดเสี่ยงต่อภาวะน้ำท่วม
ดังนั้น จึงส่งผลให้ต้องเกิดภาระที่ต้องลงทุนจัดสรรงบประมาณจำนวนมหาศาลไปที่ระบบระบายน้ำ ทั้งการขุดตัด ขยายคูคลอง วางแนวอุโมงค์ระบายน้ำยักษ์ และเพิ่มจำนวนเครื่องสูบน้ำมากขึ้นเรื่อย ๆ ที่ช่วยได้แค่บรรเทาภาวะน้ำท่วม และยังแสดงให้เห็นชัดว่าแก้ไขไม่ได้ เอาไม่อยู่เมื่อเจอปริมาณน้ำมาก ๆ
“เรากำลังเห็นพื้นที่โล่ง ที่ว่าง พื้นดินที่ให้น้ำซึมผ่าน และพื้นที่รับน้ำ ค่อย ๆ หายไป เอาพื้นที่ไปสร้างเป็นบ้าน เป็นอาคาร เพื่ออยู่อาศัย เพื่อหาประโยชน์ค้ากำไรแล้วหวังว่าจะทดแทนการรับและระบายน้ำได้ด้วยการขุดขยายคูคลอง สร้างอุโมงค์น้ำยักษ์ และระบบปั๊มสูบ เพื่อระบายน้ำออกไปได้ทัน แต่วันนี้สถานการณ์น้ำกำลังบอกว่า ระบบระบายน้ำมีข้อจำกัด ถ้ายิ่งทำให้พื้นที่ที่เคยรับน้ำหายไปอีก ความเสียหายวันข้างหน้าจะหนักขึ้น นี่คือสิ่งที่ประชาชนต้องรู้ก่อนที่จะปล่อยให้ผังเมืองฉบับที่ได้ประโยชน์ต่อคนบางกลุ่ม แต่จะสร้างความเสียหายต่อคนจำนวนมากผ่านไป” นายก้องศักดิ์ ระบุ

นายก้องศักดิ์ ตั้งข้อสังเกตถึงปัญหาสำคัญของการพัฒนาเมืองช่วงที่ผ่านมาว่า การเพิ่มความหนาแน่นของสิ่งปลูกสร้าง ขณะที่บึง คลอง พื้นที่โล่ง และพื้นที่รองรับน้ำกลับลดลง เมื่อเกิดฝนตกหนัก เมืองจึงต้องพึ่งพาระบบระบายน้ำเชิงวิศวกรรมมากขึ้นเรื่อย ๆ
“เมืองที่เต็มไปด้วยคอนกรีต บึงถูกถม คลองลดลง พื้นที่รับน้ำลดลง แต่เรากลับฝากความหวังทั้งหมดไว้กับอุโมงค์และเครื่องสูบน้ำ คำถามง่าย ๆ คือ ถ้าน้ำมาพร้อมกันทั้งน้ำเหนือ ฝน และน้ำทะเลหนุน ระบบเหล่านี้จะระบายทันหรือไม่ ซึ่งเราคงได้คำตอบกันแล้วจากชีวิตจริง สิ่งที่ต้องประสบ และร่วมเผชิญกันมาในรอบหลายวันมานี้”
ทั้งนี้ นายก้องศักดิ์ มองว่า สถานการณ์น้ำที่เกิดขึ้นควรถูกใช้เป็น “สัญญาณเตือน” ก่อนตัดสินใจเรื่องร่างผังเมืองฯ เพราะการกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินไม่ใช่เพียงเรื่องว่าบริเวณใดสร้างบ้านหรืออาคารได้ แต่หมายถึงการกำหนดว่าในอีกหลายสิบปีข้างหน้า กรุงเทพมหานครจะเหลือพื้นที่สำหรับรองรับน้ำมากน้อยเพียงใด
ขณะนี้ร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ปรับปรุงครั้งที่ 4) ยังอยู่ในกระบวนขั้นตอนการปิดประกาศ 90 วัน ตั้งแต่วันที่ 10 ส.ค. – 9 พ.ย.69 โดยผู้มีส่วนได้เสียมีสิทธิยื่นคำร้องขอแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกข้อกำหนดตามมาตรา 30 แห่ง พ.ร.บ.การผังเมือง พ.ศ. 2562

อย่างไรก็ตาม นายก้องศักดิ์กล่าวว่า ปัญหาใหญ่คือประชาชนจำนวนมากยังไม่ทราบว่าการเปลี่ยนแปลงในร่างผังเมืองจะส่งผลต่อชีวิตของตนเองอย่างไร ทั้งเรื่องน้ำท่วม การจราจร ความหนาแน่นของอาคารดาต้า เซนเตอร์ (Data Center) สถานบริการ อาคารที่อาจไม่เป็นไปตามกฎหมาย ตลอดจนคุณภาพชีวิตของชุมชน โดยเตรียมผลักดันการสื่อสารและรณรงค์ให้ประชาชนได้ รับรู้ เข้าถึง และเข้าใจ ถึงเนื้อหา ข้อมูลของร่างผังเมืองมากขึ้น
ด้านดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการน้ำ ระบว่า กรุงเทพฯ ต้องเร่งระบายน้ำในช่วงที่ระดับทะเลเอื้ออำนวย เพราะน้ำเหนือกำลังทยอยลงมา ขณะที่ช่วงปลายเดือนก.ย.ถึงต้นต.ค.มีความเสี่ยงจากน้ำทะเลหนุนกลับเข้ามาสมทบ หากน้ำในระบบเดิมยังระบายออกไม่ทัน
ข้อมูลของกรมชลประทาน ยืนยันภาพน้ำเหนือที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยเมื่อวันที่ 23 ก.ย. คาดการณ์ว่าปริมาณน้ำที่ C.2 นครสวรรค์อาจเพิ่มถึงประมาณ 1,800 ลบ.ม.ต่อวินาที ก่อนตัวเลขจริงวันที่ 26 ก.ย.ขึ้นไปอยู่ที่ 1,827 ลบ.ม.ต่อวินาที ขณะที่การระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาถูกทยอยเพิ่มตามสถานการณ์

ดร.สิตางศุ์ ยังกล่าวถึง ความสำคัญของการบริหารเขื่อนตามหลักวิศวกรรม โดยเฉพาะเขื่อนที่มีปริมาณน้ำสูง ไม่ควรชะลอการระบายเพียงเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบระยะสั้น เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อความมั่นคงของเขื่อน ขณะเดียวกัน กทม.จำเป็นต้องใช้ช่วงเวลาที่น้ำทะเลลดเร่งพร่องน้ำในคลองและระบบระบายน้ำ เพื่อเตรียมพื้นที่รองรับทั้งฝนและน้ำเหนือระลอกใหม่
ขณะที่ 2569 ในร่างผังเมืองรวมกรุงเทพฯ ปรับปรุงครั้งที่ 4 มีการยกเลิก “พื้นที่พักน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วม” อีก 5 แห่ง ที่กทม. ระบุชื่อไว้ชัดเจนว่า ได้แก่ บึงหมู่บ้านชวนชื่น บางเขน บึงหมู่บ้านมณียา บึงสวนสยาม บึงหมู่บ้านชวนชื่นพาร์ควิลล์ บึงหมู่บ้านเคซีเลควิว รวมทั้งแก้มลิงฝั่งตะวันออก – คู้บอน ที่ถูกยกเลิกไปจากผังเมืองกทม.แล้ว.



