เมื่อวันที่ 29 ก.ย.นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว. ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า วันนี้ (29 กันยายน 2569) ได้รับรายงานจากนายนิกร ศิรโรจนานนท์ อธิบดีกรมป่าไม้ ถึงการดำเนินงานของชุดเฉพาะกิจปราบปรามพิเศษ (พยัคฆ์ไพร) ร่วมกับสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 1 (เชียงใหม่) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เปิดยุทธการ “พิทักษ์ไชยปราการ 2569” ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าเพื่อปลูกขิงและพืชเกษตรเชิงพาณิชย์ ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าลุ่มน้ำแม่ฝาง ท้องที่ตำบลแม่ทะลบ และตำบลศรีดงเย็น อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเข้าปฏิบัติการตั้งแต่วันที่ 23-28 กันยายน 2569 นั้น

จากการตรวจสอบและวิเคราะห์ข้อมูลภาพถ่ายทางอากาศ พบพื้นที่เป้าหมายเบื้องต้นจำนวน 18 จุด เนื้อที่รวมประมาณ 168 ไร่ ซึ่งจากการตรวจสอบภาคสนามและข้อมูลประกอบ พบการใช้ประโยชน์พื้นที่เพื่อปลูกขิง โดยไม่ปรากฏข้อมูลการจัดที่ดินทำกินตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) เจ้าหน้าที่จึงได้รวบรวมข้อมูลและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบพื้นที่เพิ่มเติมในตำบลศรีดงเย็น จำนวน 23 จุด เนื้อที่ประมาณ 220 ไร่ ซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าลุ่มน้ำแม่ฝาง และเป็นพื้นที่เป้าหมายตามโครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) โดยจะดำเนินการตรวจสอบและคัดกรองข้อมูลอย่างละเอียดว่า การใช้ประโยชน์ในพื้นที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และมาตรการที่เกี่ยวข้องหรือไม่ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปด้วยความถูกต้อง ชัดเจน และเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

นายสุชาติ กล่าวว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาทรัพยากรป่าไม้ โดยเฉพาะพื้นที่ป่าต้นน้ำซึ่งมีความสำคัญต่อระบบนิเวศ แหล่งน้ำ และการดำรงชีวิตของประชาชน จึงได้มอบหมายให้กรมป่าไม้เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงและบังคับใช้กฎหมายในกรณีที่พบการใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าโดยไม่เป็นไปตามกฎหมาย ควบคู่กับการตรวจสอบสิทธิและสถานะของผู้ครอบครองพื้นที่อย่างรอบด้าน

ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้ พล.ต.ต.นันทชาติ ศุภมงคล ผู้ช่วยรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ติดตามความคืบหน้าการดำเนินงาน พร้อมกำชับให้เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรอบคอบ โปร่งใส ตรงไปตรงมา และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยยึดข้อเท็จจริงและกฎหมายเป็นหลัก

ด้านนายนิกร ศิรโรจนานนท์ อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า ได้สั่งการให้นายโกสิทธิ์ นิลรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักป้องกันรักษาและควบคุมไฟป่า และนางลักษวรรณ พวงไม้มิ่ง ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 1 (เชียงใหม่) นำกำลังเจ้าหน้าที่หน่วยเฉพาะกิจปราบปรามพิเศษ (พยัคฆ์ไพร) เจ้าหน้าที่ศูนย์ป้องกันและปราบปรามที่ 3 (ภาคเหนือ) เจ้าหน้าที่ส่วนป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 1 (เชียงใหม่) เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษป่าไม้ สจป.ที่ 1 (เชียงใหม่) หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ ชม.3 (โป่งจ้อก) ร่วมกับเจ้าหน้าที่สวนป่าไชยปราการ องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติดอยเวียงผา (เตรียมการ) และตำรวจกองกำกับการ 4 บก.ปทส. ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงตามข้อร้องเรียนของกลุ่มประชาชนผู้ใช้น้ำเขื่อนแม่ทะลบ ซึ่งขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบการใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าต้นน้ำเพื่อปลูกขิงและพืชเกษตรเชิงพาณิชย์ในพื้นที่อำเภอไชยปราการ

สำหรับการปฏิบัติการครั้งนี้ นายชาญชัย กิจศักดาภาพ หัวหน้าหน่วยเฉพาะกิจปราบปรามพิเศษ (พยัคฆ์ไพร) นำกำลังเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบพื้นที่เป้าหมายในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าลุ่มน้ำแม่ฝาง โดยแบ่งพื้นที่ตรวจสอบออกเป็น 2 กลุ่ม ตามผลการวิเคราะห์และแปลภาพถ่ายทางอากาศ

กลุ่มแรก ในพื้นที่ตำบลแม่ทะลบ เจ้าหน้าที่พบสภาพพื้นที่เป็นภูเขาที่มีความลาดชัน มีการปรับสภาพพื้นที่และใช้ประโยชน์เพื่อปลูกขิงในหลายจุด รวมถึงพบพื้นที่บางส่วนที่มีการขยายการใช้ประโยชน์เข้าไปในพื้นที่ป่า เจ้าหน้าที่จึงได้จัดเก็บข้อมูลรอบแปลงที่ดิน พร้อมใช้อากาศยานไร้คนขับบินสำรวจและจัดทำภาพถ่ายทางอากาศ เพื่อนำมาเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลของกรมป่าไม้

จากการตรวจสอบพบพื้นที่เป้าหมายจำนวน 18 แปลง รวมเนื้อที่ 168 ไร่ 2 งาน 99 ตารางวา และไม่ปรากฏข้อมูลการจัดที่ดินทำกินตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) เจ้าหน้าที่จึงได้รวบรวมเอกสารและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแจ้งความกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรไชยปราการ ดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป

กลุ่มที่สอง ในพื้นที่ตำบลศรีดงเย็น เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบพื้นที่เพิ่มเติมจำนวน 23 จุด รวมเนื้อที่ 220 ไร่ 3 งาน 84 ตารางวา พบว่าอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าลุ่มน้ำแม่ฝาง และอยู่ในพื้นที่เป้าหมายโครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) กรมป่าไม้จึงเตรียมขยายผลการตรวจสอบ เพื่อคัดกรองข้อมูลและตรวจสอบสถานะการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ว่าเป็นไปตามหลักเกณฑ์และมาตรการที่กำหนดไว้หรือไม่

ทั้งนี้ จะประสานข้อมูลให้ส่วนจัดการที่ดินป่าไม้ สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 1 (เชียงใหม่) ตรวจสอบข้อมูลและข้อเท็จจริงเพิ่มเติม เพื่อให้การดำเนินงานมีความถูกต้อง ชัดเจน และเกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ก่อนพิจารณาดำเนินการตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้องต่อไป

อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับพื้นที่ที่ตรวจสอบแล้วพบการกระทำผิดและเข้าสู่กระบวนการดำเนินคดี กรมป่าไม้จะดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย รวมถึงมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ในส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการกับพืชผลอาสินหรือสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ในพื้นที่ตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด พร้อมทั้งวางแผนฟื้นฟูพื้นที่ป่าและปลูกป่าทดแทน เพื่อให้ระบบนิเวศกลับคืนสู่ความสมบูรณ์ และรักษาพื้นที่ป่าต้นน้ำให้เป็นทรัพยากรของส่วนรวมอย่างยั่งยืน

“กรมป่าไม้จะเดินหน้าปฏิบัติภารกิจด้านการป้องกันรักษาป่า ควบคู่กับการตรวจสอบสิทธิและการจัดการที่ดินอย่างรอบคอบ โดยยึดหลักกฎหมาย ข้อเท็จจริง และความเป็นธรรม เพื่อให้การดูแลทรัพยากรป่าไม้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศในระยะยาว”นายนิกรกล่าว