ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ อดีตเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และ อดีตอธิบดีกรมชลประทาน
เปิดเผยกับเดลินิวส์ ว่า สถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยากำลังเข้าสู่ช่วงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด หลังเขื่อนเจ้าพระยาปรับเพิ่มการระบายน้ำมาอยู่ที่ประมาณ 2,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่มวลน้ำจากพื้นที่ตอนบนยังคงไหลลงมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า ระดับการระบายน้ำดังกล่าวน่ากังวลเพียงใด และหากจำเป็นต้องเพิ่มการระบาย จะส่งผลต่อพื้นที่ท้ายเขื่อนอย่างไร

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ วิเคราะห์ว่า คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) เคยมีมติเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2562 กำหนดเกณฑ์การระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาออกเป็น 4 ระดับ โดยปัจจุบันการระบายน้ำที่ระดับ2,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ถือว่าอยู่ในระดับที่ 4 หรือระดับมากกว่า 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที การปรับการระบายในระดับที่มากกว่า 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เป็นอำนาจของประธาน กนช. ซึ่งปัจจุบันนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่แทน โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 29 กันยายนที่ผ่านมา มีความเห็นชอบให้ระบายน้ำได้สูงสุดที่ระดับ 2,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ทั้งนี้ ตามมติเดิมจะต้องพิจารณาล่วงหน้า 3 วัน สิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในขณะนี้ ไม่ใช่เพียงปริมาณน้ำที่ระบายผ่านเขื่อนเจ้าพระยา แต่คือปริมาณน้ำที่ไหลมาถึง จ.นครสวรรค์ ซึ่งเป็นจุดรวมของแม่น้ำปิง วัง ยม และน่าน และขณะนี้ยังอยู่ในช่วงขาขึ้น

กรมชลประทานคาดการณ์ว่า ปริมาณน้ำบริเวณนครสวรรค์อาจเพิ่มขึ้นสูงสุดประมาณ3,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ในวันที่ 10 ตุลาคม ขณะที่ศักยภาพการรับน้ำอยู่ที่ประมาณ 3,734 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที นอกจากนี้ยังมีน้ำจากแม่น้ำสะแกกรังและลำน้ำสาขาไหลเข้ามาสมทบอีกกว่า 600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยมีการระบายออกทางพื้นที่ด้านข้างทั้งฝั่งตะวันตกและตะวันออกก่อนถึงเขื่อนประมาณ 500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้การระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาที่ระดับ 2,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที อาจไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ในระยะยาว หากปริมาณน้ำเหนือเขื่อนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เพราะจะทำให้ระดับน้ำเหนือเขื่อนสูงขึ้น ขณะเดียวกันปัจจุบันได้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ จ.อุทัยธานี และชัยนาท ซึ่งอยู่เหนือเขื่อนเจ้าพระยาแล้ว

ดร.สมเกียรติระบุว่า หากยังคงจำกัดการระบายน้ำไว้ที่ 2,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีต่อไป อาจทำให้ระดับน้ำเหนือเขื่อนเพิ่มสูงขึ้นจนกระทบต่อความมั่นคงของเขื่อน โดยระดับน้ำที่ประมาณ17.50 เมตร ระดับน้ำทะเลปานกลาง เป็นระดับที่ต้องให้ความสำคัญ เนื่องจากเกินข้อกำหนดด้านการออกแบบของเขื่อน ดังนั้น หากปริมาณน้ำยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เขื่อนเจ้าพระยาอาจมีความจำเป็นต้องเพิ่มการระบายน้ำขึ้นไปมากกว่า 2,700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีซึ่งใกล้เคียงกับสถานการณ์ในปี 2564 และเป็นระดับที่อาจเกินความสามารถในการรองรับของลำน้ำเจ้าพระยาที่ประเมินไว้ประมาณ 2,720 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
สำหรับมวลน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยา จะไหลมาบรรจบกับแม่น้ำป่าสักในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ก่อนเคลื่อนตัวลงสู่ปทุมธานี นนทบุรี กรุงเทพมหานคร และสมุทรปราการ แล้วออกสู่อ่าวไทย คาดว่ามวลน้ำจะเดินทางถึงพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลประมาณวันที่3-4 ตุลาคมโดยระดับน้ำตลอดแนวแม่น้ำเจ้าพระยามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากระดับปัจจุบันประมาณ30 เซนติเมตร
อย่างไรก็ตาม หากในระยะต่อไปจำเป็นต้องเพิ่มการระบายน้ำขึ้นไปมากกว่า 2,700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ผลกระทบจะมีความชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่สองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี กรุงเทพมหานคร และสมุทรปราการ ช่วงที่ต้องจับตาเป็นพิเศษคือประมาณวันที่ 12-15 ตุลาคมเพราะระดับน้ำในพื้นที่เสี่ยงอาจเพิ่มขึ้นอีกประมาณ60 เซนติเมตรขณะที่จุดเปราะบางสำคัญคือคันกั้นน้ำและแนวกำแพงริมแม่น้ำ ซึ่งหากรับแรงดันน้ำไม่ไหว อาจเกิดการพังทลายและส่งผลกระทบต่อพื้นที่ชุมชนได้
ดร.สมเกียรติเห็นว่า การบริหารจัดการน้ำในช่วงนี้จึงไม่ควรพึ่งการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาเพียงช่องทางเดียว แต่จำเป็นต้องใช้ระบบบริหารจัดการน้ำทั้งลุ่มน้ำ โดยเฉพาะการผันน้ำออกทั้งฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออก รวมถึงใช้พื้นที่ลุ่มต่ำเป็นพื้นที่ชะลอและหน่วงน้ำให้มากที่สุดเป้าหมายสำคัญคือการลดปริมาณน้ำที่จะไหลเข้าสู่พื้นที่ชุมชนและพื้นที่เศรษฐกิจ โดยการดำเนินการทั้งหมดต้องอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทั้งพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำและพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สิ่งสำคัญคือภาครัฐต้องแจ้งประชาชนล่วงหน้าหากมีความจำเป็นต้องผันน้ำหรือเพิ่มการระบายน้ำ พร้อมกำหนดมาตรการรองรับให้ชัดเจน เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงสามารถเตรียมตัวได้ทัน
เมื่อประเมินสถานการณ์น้ำในปีนี้เปรียบเทียบกับมหาอุทกภัยปี 2554 ดร.สมเกียรติมองว่าผลกระทบโดยรวมยังน้อยกว่าปี 2554แม้บางพื้นที่อาจได้รับผลกระทบมากกว่า และรูปแบบการเกิดน้ำท่วมในปีนี้มีลักษณะแตกต่างจากปี 2554 สถานการณ์ปีนี้เริ่มจากฝนตกหนักและแช่อยู่ในพื้นที่ภาคกลางเป็นบริเวณกว้าง ทำให้ยังมีช่วงเวลาในการเร่งระบายน้ำออก ขณะเดียวกันกำลังมีมวลน้ำเหนือทยอยไหลลงมาสมทบ ซึ่งอาจเกิดขึ้นพร้อมกับฝนที่คาดว่าจะตกในพื้นที่ระหว่างวันที่4-8 ตุลาคมดังนั้น ระดับความรุนแรงของสถานการณ์ในท้ายที่สุดจะขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการและการผันระบายน้ำบริเวณเขื่อนเจ้าพระยาเป็นสำคัญ
อย่างไรก็ตาม ดร.สมเกียรติย้ำว่า แม้สถานการณ์ปัจจุบันยังไม่ใช่ภาพเดียวกับมหาอุทกภัยปี 2554 แต่ ทั้งภาครัฐและประชาชนไม่ควรประมาทโดยต้องติดตามการคาดการณ์ฝน โดยเฉพาะในช่วงกลางเดือนตุลาคม และควรทบทวนการประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพราะปัจจัยสำคัญทั้งปริมาณน้ำเหนือ ฝนที่ตกในพื้นที่ และความจำเป็นในการเพิ่มการระบายน้ำ สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา สิ่งที่ต้องจับตาในระยะต่อไปจึงมี 3 ปัจจัยสำคัญ คือ ปริมาณน้ำที่นครสวรรค์ การตัดสินใจเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยา และปริมาณฝนในช่วงต้นถึงกลางเดือนตุลาคมซึ่งจะเป็นตัวกำหนดว่าพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาจะเผชิญผลกระทบรุนแรงเพียงใด.



