เมื่อวันที่ 1 ต.ค. ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายฐนโรจน์ วรรัฐประเสริฐ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะรองโฆษก สทนช. กล่าวถึงสถานการณ์ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ว่า มวลน้ำจากแม่น้ำปิงเพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมาในอัตรา 1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที มวลน้ำนี้เคลื่อนตัวมาถึง จ.นครสวรรค์ และอีก 1 วันจะมาถึงเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท สำหรับสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำสะแกกรัง จ.อุทัยธานี ปริมาณน้ำจากตอนบน เคลื่อนมาทางเขื่อนวังร่มเกล้า จ.อุทัยธานี อยู่ในเกณฑ์สูงสุด โดยจะมีการคงการระบายน้ำผ่านเขื่อนวังร่มเกล้าในอัตราเดิม เพื่อที่จะชะลอน้ำจาก จ.นครสวรรค์ ที่จะมาถึง ฉะนั้น ในส่วนปริมาณน้ำขณะนี้ที่ไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา จะคงอยู่ไม่เกินเกณฑ์ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยเมื่อวันที่ 30 ก.ย. มีการเพิ่มการระบายน้ำมาที่ 2,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และจะเพิ่มขึ้นในอัตราวันละ 100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ผลการดำเนินการจะส่งผลให้ปริมาณน้ำเหนือเขื่อนปรับตัวขึ้นเล็กน้อย แต่จะไม่สูงเกินกว่าแนวป้องกันที่ทางจังหวัดได้เตรียมไว้ สำหรับปริมาณน้ำที่ไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาจะไปรวมกันที่ จ.พระนครศรีอยุธยา โดยจะถึงในวันที่ 3 ต.ค. ปริมาณน้ำจะเริ่มปรับตัวสูงขึ้น
นายฐนโรจน์ กล่าวว่า ยังมีน้ำอีกส่วนหนึ่งจากลุ่มน้ำป่าสัก และมีการระบายน้ำเพิ่มจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ 200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และจากการประเมินในช่วงเช้า ปริมาณน้ำที่ไหลเข้าเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ได้ปรับลดลงมาแล้ว เหลือ 100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และหลังจากนี้แผนของการระบายน้ำจะพยายามควบคุมน้ำของเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ไม่ให้เกิน 300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อไม่ให้ส่งผลกับพื้นที่ตอนล่าง ที่จะไหลผ่านเขื่อนพระราม 6 ที่จะต้องเพิ่มการระบายน้ำในลำดับถัดไปให้ไม่เกิน 300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยปริมาณน้ำส่วนนี้จะไปรวมกับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งจากการประเมินภาพรวมปริมาณน้ำขณะนี้ที่จะไหลรวมกันอยู่ในเกณฑ์ไม่เกิน 3,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งปริมาณน้ำมวลนี้จะไหลไปที่ จ.ปทุมธานี นนทบุรี ผ่าน กทม. และไปยังสมุทรปราการ
นายฐนโรจน์ กล่าวอีกว่า สำหรับการประเมินจุดวิกฤติใน กทม. ที่ปริมาณน้ำจะลงไปอยู่ในเกณฑ์ 3,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งจะส่งผลให้ระดับน้ำใน กทม. ขยับสูงขึ้นอยู่ในเกณฑ์ 2+2.25 เมตร ซึ่งจะต่ำกว่าคันป้องกันของทาง กทม. ประมาณ 40 เซนติเมตร หากเปรียบเทียบกับปริมาณน้ำปี 68 ที่มีการระบายน้ำสูงสุด 2,900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที กับปัจจุบันที่ระบายน้ำอยู่ที่ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ถือว่าน้อยกว่าที่ผ่านมา ทำให้ปริมาณน้ำไม่เกินกว่าปีที่ผ่านมา
นายฐนโรจน์ ระบุว่า ขณะที่ลุ่มน้ำแม่กลอง สถานการณ์น้ำเริ่มปรับตัวลดลง เมื่อวันที่ 30 ก.ย. ที่ผ่านมา แม่น้ำแควน้อยลดลง 2.50 เมตร ปริมาณน้ำส่วนนี้ไหลผ่านเขื่อนแม่กลองไปแล้ว 2,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยวันนี้มีการหารือกันว่าเกณฑ์ปริมาณสูงสุดที่จะไหลผ่านเขื่อนแม่กลองจะอยู่ในแนวโน้มที่สามารถควบคุมบานระบายได้แล้ว และมีแนวโน้มที่จะปรับบานระบายให้ลดลงสัมพันธ์กับปริมาณน้ำที่ไหลมาจากตอนเหนือ และมวลน้ำนี้จะเดินทางต่อไปถึง จ.ราชบุรี สมุทรสงคราม โดยเฉพาะที่ อ.อัมพวา ซึ่งขณะนี้ปริมาณน้ำกำลังปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น แต่จะไม่รุนแรงไปกว่านี้แล้ว เนื่องจากฝนที่ตกลงมาเป็นแบบประปราย
ส่วนการบริหารเขื่อนวชิราลงกรณในช่วงที่ผ่านมา ได้ใช้ในการหน่วงน้ำชะลอการระบาย แต่ขณะนี้เขื่อนมีระดับน้ำเพิ่มขึ้นเกือบเต็มเขื่อน จึงมีความจำเป็นต้องเริ่มระบายน้ำออกจากเขื่อนในวันนี้อยู่ที่ 40 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ปริมาณน้ำส่วนนี้จะทยอยเข้ามาเติมในเขื่อนแม่กลอง ใช้เวลา 2-3 วัน โดยจะไม่ไปเสริมหรือสมทบน้ำในแม่กลองให้สูงขึ้นกว่าเดิม



