เมื่อวันที่ 1 ต.ค. ที่รัฐสภา น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์หลังการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ ซึ่งมีการประชุมติดตามการแก้ไขปัญหากองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) โดยมี นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เข้าร่วมชี้แจงและแนวทางแก้ไขปัญหา ว่า วันนี้ต้องขอบคุณนายภราดรที่มาร่วมประชุมกับ กมธ. เพราะหลายเรื่องต้องตัดสินใจในระดับนโยบาย ซึ่งรัฐมนตรีเป็นผู้มีอำนาจบริหารจัดการงบฯ การแก้ไขกฎหมาย กฎระเบียบต่างๆ ซึ่งจากการหารือวันนี้ทำได้รับความชัดเจน 2-3 เรื่อง เรื่องแรกการแก้ไขกฎหมาย เพื่อให้กองทุน กยศ. สามารถอยู่ได้ด้วยตัวเองจากการเก็บเงินจากผู้กู้รายเก่า จึงต้องทำให้คนเก่ามีวินัยทางการเงิน โดยคงดอกเบี้ยเท่าเดิม แต่ต้องมีค่าปรับ จากนี้จะมีการพิจารณาร่างกฎหมาย ซึ่งคิดว่าทาง กยศ. และรัฐบาลมีการศึกษาไว้แล้ว แต่ไม่รู้ว่าจะเข้าสภาเมื่อไหร่
เรื่องต่อมาเห็นด้วยให้มีการยกเลิกการให้ผู้กู้ยืมต้องเซ็นเอกสารรับรองความจน โดยให้ กยศ.เชื่อมโยงฐานข้อมูลกับแบงก์ชาติ และแลกเปลี่ยนข้อมูลเรื่องฐานภาษีแทน และอีกเรื่องที่ท่านรัฐมนตรีให้ความชัดเจน ที่อาจจะยังไม่ชัดเจน ก็คือ ในปี 70 ซึ่งขาดงบอีกประมาณ 7,000 ล้าน รัฐมนตรีรับปากว่าจะนำไปพิจารณา แต่ต้องขอดูศักยภาพในการบริหารจัดการเงินของ กยศ. ก่อน เราจึงถามย้ำไปทางงบกลางว่า จะอนุมัติงบกลางในปี 70 นี้มาหรือไม่ เรียกว่า เรื่องอื่นชัดเจนหมด แต่เรื่องงบกลางอาจจะยังไม่ได้รับความชัดเจน ส่วนตัวมองว่าเรื่องนี้จะทำให้มีปัญหาเด็กๆ ออกมาเรียกร้องอีกแน่นอนเพราะงบฯ ที่ได้ไม่เพียงพอ จึงอยากเรียกร้องให้รัฐบาล ในเมื่อเห็นแล้วว่าปัญหาจะเกิดขึ้น ก็ควรป้องกัน ไม่ให้ปัญหาเกิดขึ้น ส่วนเรื่องน้ำท่วม ทางรัฐบาลมีการผ่อนคลายด้วยประกันภัยที่รัฐบาลได้ตั้งงบปี 70 ไว้ จึงคิดว่าเรื่อง กยศ.ก็เป็นปัญหาที่สามารถจัดสรรงบฯ มาช่วยแก้ไขได้
น.ส.รักชนก กล่าวว่า ทั้งนี้หากไม่ได้รับงบกลางมาช่วยตรงนี้ คำนวณแล้วเด็ก 1 คนจะใช้เงินราวๆ 50,000-70,000 บาท แล้วงบที่ขาดอยู่ 7,000 ล้านบาท หารแล้วจะเท่ากับจำนวนเด็กที่เสี่ยงหลุดจากมหาวิทยาลัย ซึ่งตนมองว่ารัฐมนตรี และรัฐบาลอาจยังไม่ได้แสดงความใส่ใจแก้ปัญหาเรื่องการศึกษาเท่าที่ควร อย่าพูดแต่ปากว่า ให้ความสำคัญกับการศึกษา ถ้าจะให้ความสำคัญจริงๆ ตัวเลขงบฯ ต่างๆ ที่มีปัญหา ก็ต้องแก้ไข งบฯ ที่ไม่เพียงพอ ท่านต้องรู้จักจัดสรรให้มันเพียงพอ ไม่เช่นนั้นก็เลิกพูดว่าให้ความสำคัญกับการศึกษา
เมื่อถามว่า ทางฝั่ง กยศ. ชี้แจงว่าจะมีการปรับอย่างไร ถ้างบกลางไม่ได้ น.ส.รักชนก กล่าวว่า ปรับไม่ได้เลย คือถ้าไม่มีงบกลาง เด็กต้องหลุดจากมหาวิทยาลัย หลุดจากการศึกษาไป เพราะปัญหานี้คือเรื่องเงินคำเดียวเท่านั้น
ด้านนักศึกษาที่ร้องเรียนเพราะได้รับผลกระทบ กล่าวว่า ตนและเพื่อนกว่า 200 คนที่มหาวิทยาลัยอุตรดิตถ์ที่ไม่ได้รับโควตากู้ กยศ. จึงมีการร้องเรียนเกี่ยวกับเรื่องนี้มาตลอด ต้องเดินทางจากอุตรดิตถ์-กทม.ทุกสัปดาห์ เรียกว่าเหนื่อยและเสียสุขภาพจิต และการเรียน ซึ่งก็ต้องกลับไปตามเก็บอีก จนถึงวันนี้รู้สึกโล่ง หลายๆ คนในห้องประชุม กมธ. ทำให้ตนรู้สึกว่ามีความจริงใจในการแก้ปัญหา และขอบคุณพรรคประชาชนที่ให้ความช่วยเหลือตั้งแต่วันแรกๆ จนถึงวันนี้ และขอขอบคุณสภาที่อนุมัติงบ แต่ในความดีใจตรงนี้ยังมีความผิดหวังอยู่ อีกทั้งยังมีกรณีนักศึกษาสาขาวิทยาศาสตร์การกีฬา ของมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ 20 คน ที่ตกหล่น เนื่องจากทางมหาวิทยาลัยส่งชื่อสาขาไปแล้ว แต่ทาง อว.ทำตกหล่น และตอนนี้ก็พ้นกำหนดที่จะดำเนินการยื่นสาขาเพื่อได้รับการกู้เงินแล้ว เพื่อนๆ ที่ตกหล่นยังไม่รู้ว่าจะเอาอย่างไรกับชีวิต ซึ่งมหาวิทยาลัยก็อุ้มรออยู่แล้ว จึงอยากขอหน่วยงานรัฐเข้ามาช่วยดู เนื่องจากความผิดพลาดนี้ไม่ได้เกิดจากตัวเด็ก หรือมหาวิทยาลัย แต่เด็กต้องรับกรรม ยื่นกู้ไม่ได้ ไม่แม้แต่จะสามารถเอาชื่อตัวเองเข้าไปอยู่ในระบบ ซึ่งกรณีเช่นนี้อาจไม่ได้มีแค่ที่อุตรดิตถ์ที่เดียว ยังมีอีกหลายมหาวิทยาลัยที่มีปัญหานี้เหมือนกัน
“ผมหวังว่าจะเป็นครั้งสุดท้าย ที่ผมจะมาเรื่องปัญหา กยศ. ในปีนี้ ความจริงผมอธิษฐาน ผมภาวนาทุกวันว่า ครั้งสุดท้ายแล้ว ทางนี้ก็หวังว่าจะเป็นครั้งสุดท้าย แต่ถ้ามีครั้งหน้าอีก ก็ต้องมาอีก” ผู้แทนนักศึกษา กล่าว
น.ส.รักชนก กล่าวตอนท้ายว่า เรื่องที่สาขาตกหล่นจากการที่ อว.ลืมใส่ข้อมูลนี้ เราเพิ่งทราบในกรรมาธิการเช่นกัน นี่เฉพาะมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ 20 ราย แต่ยังไม่รู้ว่ามีมหาวิทยาลัยอื่น ที่ อว. ทำชื่อตกหล่นไปอีกหรือไม่ ซึ่งได้รับการยืนยันจากคนในสำนักปลัด อว. เองว่า ทำชื่อตกหล่นไป ไม่รู้ว่ามีกี่คน ส่วน กยศ.ระบุว่าจะยื่นรายชื่อหลังจากนี้ก็ไม่ทันแล้วเพราะงบฯ ตั้งไปหมดแล้ว ดังนั้นปัญหานี้มีเด็กอย่างน้อย 20 คน ที่เขาไม่รู้อนาคตตัวเองว่า เขาจะเอายังไงกับการเรียนต่อ เพราะเขาไม่ได้รับโควตาในปีนี้ และหลายๆ คน ถ้าพ่อแม่ไม่สามารถไปกู้ยืม หรือว่าหยิบยืมจากไหนได้ เขาก็ต้องหลุดจากการศึกษาแน่ๆ ในปีนี้ และหวังว่าปีต่อไปสำนักปลัด อว.จะไม่ทำผิดพลาดแบบเดิม
“ดิฉันก็ขอให้ท่านรัฐมนตรี อว. ได้ลงมาดูแลเรื่องนี้จริงๆ เพราะถ้าให้ความสำคัญกับเรื่องการศึกษา ให้ความสำคัญกับเรื่องทรัพยากรมนุษย์จริงๆ มันไม่ควรที่จะทำอนาคตของเด็กตกหล่นไป แค่เพียงเพราะว่าท่านลืมส่งเอกสาร” น.ส.รักชนก กล่าวและว่า วันนี้ กมธ.ได้เชิญ รมว.คลัง, รมว.อว. และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ที่กำกับดูแล เรื่องงบฯ แต่มาท่านเดียว ดังนั้นจึงฝากสื่อมวลชนสอบถามไปยังรัฐมนตรีทั้งสอง ว่า เอาอย่างไรกับเรื่องนี้ และต้องฝากถามท่าน รมว.อว. ด้วยว่า ปล่อยให้นักศึกษา 20 คน ตกหล่นจากระบบไปเพราะความผิดพลาดทางเอกสารของสำนักปลัด อว. ได้อย่างไร
เมื่อถามถึงกรณีพบมีการนำ 137 รายชื่อไปใช้กู้ยืมโดยไม่ได้เรียนจริง จะตรวจสอบแก้ไขอย่างไร น.ส.รักชนก กล่าวว่า เราได้เชิญมหาวิทยาลัยตัวย่อ N ที่มีสาขาตามจังหวัดต่างๆ เข้ามาชี้แจง แต่ทางมหาวิทยาลัยดังกล่าวแจ้งว่าเป็นผู้บริหารคนละชุด ที่มีปัญหาคือชุดที่แล้ว ซึ่งจากการพิจารณาใน กมธ. ตนคิดว่า เรื่องมีมูล เพราะมหาวิทยาลัย วันนี้ยอมรับว่า หลังจากเซ็นเอกสารทิ้งไว้แล้วนักศึกษาไม่ได้เข้าเรียน พูดกันตามตรงว่า ไม่รู้ว่าเป็นความผิดพลาดในเชิงเทคนิค หรือจริงๆ ท่านรู้อยู่แก่ใจว่า นักศึกษาไม่ได้เรียนแต่ก็ยังส่งเอกสารเพื่อไปขอรับการกู้เงินจากกองทุน กยศ. อยู่ ที่เราต้องตั้งข้อสังเกต ข้อสงสัยแบบนี้เพราะหลายๆ มหาวิทยาลัยโดยเฉพาะเอกชนทำกันเป็นเรื่องเป็นราว คือผันเงินจาก กยศ. ไปเพื่อทำให้มหาวิทยาลัยตัวเองเนี่ยอยู่ได้ มีเงินพอบริหารจัดการ แต่วิธีการเหล่านี้อาจส่อไปในทางที่มิชอบหรือไม่ ทาง กยศ.และสำนักที่กำกับดูแลมหาวิทยาลัยเอกชนต้องเข้ามาดูเรื่องนี้ เพราะถ้าปล่อยไปก็เป็นการดูดทรัพยากร ดูดซับเม็ดเงินออกมาจากคนที่ต้องการเงินนั้นจริงๆ จะทำให้เด็กที่ควรได้รับโอกาส ขาดไปเพราะมหาวิทยาลัยเอกชนเหล่านี้กระทำการไปโดยไม่ตรงไปตรงมา



