ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ นำโดย “สส.ไอซ์” รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธาน กมธ. จัดประชุมติดตามการแก้ไขปัญหากองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) “รมต.แบต” ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เข้าร่วมชี้แจงและร่วมหาแนวทางแก้ไขปัญหา รมต.แบต อธิบายว่า กยศ.เคยมีดอกเบี้ยสูงถึง 7-8% บวกกับเบี้ยปรับที่สูงมาก จนมีเสียงสะท้อนจากผู้กู้ยืมว่าจ่ายไม่ไหว ทำให้ทุกพรรคการเมืองเห็นพ้องให้ปรับลดดอกเบี้ยลงมาอยู่ที่ 0-1% และคิดดอกเบี้ยในอัตราที่ต่ำมาก
กลายเป็นปัญหาใหม่ เมื่อดอกเบี้ยต่ำ ทำให้มีผู้กู้บางส่วนไม่ยอมชำระเงินคืน กยศ. หรือเลือกไปชำระหนี้ก้อนอื่นที่มีดอกเบี้ยสูงกว่า ปัจจุบันมีคนที่อยู่ในระบบ กยศ. เกือบ 4,000,000 คน แต่เป็นลูกหนี้ชั้นดีเพียง 1,000,000 คน ส่วนอีก 2,600,000 คน เป็นลูกหนี้ที่ผิดนัดชำระ ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงมาก และส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องของกองทุน

“ผมมอบนโยบายให้ กยศ. ไปหาแนวทางเร่งรัดหนี้สินจากกลุ่มลูกหนี้ 2,600,000 คนที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มที่ยังไม่มีงานทำหรือยังไม่มีรายได้ กลุ่มนี้จะไม่เข้าไปดำเนินการใดๆ แต่จะให้โอกาสในการสร้างงานสร้างรายได้พัฒนาก่อน แล้วจึงหาแนวทางจัดเก็บหนี้ต่อไป 2.กลุ่มที่มีรายได้และมีเงินเดือนแล้วแต่ไม่ยอมส่งคืนกองทุน หากกลุ่มนี้ยอมชำระเงินคืน เพียงแค่งวดเดียว กองทุนก็สามารถหมุนเวียนอยู่ได้แล้ว หากต้องแก้กฎหมายก็พร้อมดำเนินการ
ผมเสนอทางออกให้ปรับโครงสร้างดอกเบี้ย โดยกำหนดอัตราดอกเบี้ยต่ำสำหรับผู้กู้ที่มีวินัยการชำระหนี้ดี และใช้อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นสำหรับผู้ที่ผิดนัดชำระ เพื่อไม่ให้กระทบผู้กู้ที่อยู่ในวัยเรียนหรือผู้ที่ยังไม่มีงานทำ ยอมรับว่าพบการรั่วไหลของงบประมาณจากการที่สถาบันอุดมศึกษาบางแห่งใช้ช่องว่างของ กยศ. เช่น การตั้งค่าเทอมสูงเกินจริงสำหรับนักเรียนในโครงการ รวมถึงปัญหาการเซ็นรับรองความจน ที่พบว่าผู้ใหญ่บ้านเพียงคนเดียวกลับรับรองให้กับเด็กสูงถึง 400–500 คน ซึ่งเข้าข่ายเป็นกระบวนการกัดกินงบประมาณ กยศ. ที่ต้องเร่งอุดรอยรั่ว”
สส.ไอซ์เห็นตรงกัน บอกว่า “เห็นด้วยกับการแบ่งอัตราดอกเบี้ยเป็น 2 รูปแบบ จำเป็นต้องมีไม้แข็งสำหรับผู้กู้ที่ไม่มีวินัย เนื่องจากหลายคนมองว่า กยศ. เป็นกองทุนที่ใจดี ดอกเบี้ยและเบี้ยปรับต่ำ จึงเลือกจ่ายหนี้บ้านและหนี้รถก่อน แล้วเหลือเท่าไรค่อยจ่าย กยศ. หรือบางรายเลือกไม่จ่ายเลยเพื่อรอปรับโครงสร้างหนี้ แม้การปรับเพิ่มดอกเบี้ยกับผู้ที่จ่ายไม่ตรงเวลาอาจสร้างความไม่พอใจให้กับผู้กู้รายเก่า แต่ถือเป็นสิ่งจำเป็น เพราะระบบเดิมสร้างพฤติกรรมให้คนเบี้ยวหนี้”

“ส่วนประเด็นการรับรองความจน ดิฉันมองว่า ปัจจุบันระบบ กยศ. มีการเชื่อมโยงข้อมูลกับกรมสรรพากรและกระทรวงการคลังอยู่แล้ว จึงตั้งคำถามว่าควรยกเลิกระบบให้ผู้ใหญ่บ้านเซ็นรับรองความจนไปเลยหรือไม่ เพื่อไม่ให้เด็กต้องตกอยู่ในภาวะเคว้งคว้างระหว่างหาคนเซ็นรับรอง”
นายภราดร กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันเรื่องการรับรองความจนได้สั่งการปรับเปลี่ยนมาใช้ฐานข้อมูลจากกระทรวงการคลังและกรมสรรพากรในการคัดกรอง ส่วนเรื่องเบี้ยปรับหากจำเป็นต้องแก้กฎหมาย ได้สั่งการให้ไปทำการศึกษาเรียบร้อยแล้ว การบริหารจัดการกองทุนในช่วง 2–3 ปีนี้ รัฐบาลอาจต้องเข้าไปอุดหนุนเพิ่มขึ้น จากเดิมที่เคยตั้งงบประมาณไว้ 5,000 ล้านบาท แต่ไม่พอ จึงต้องขอก่อหนี้ผูกพันและขอใช้นโยบายงบกลางเพิ่มเป็นกว่า 9,000 ล้านบาท
ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี “ประธานเปิ้ล” มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม ทั้งนี้มีการพิจารณากระทู้ถามสดของ “สส.ใบพลู” รังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ถาม “รมต.นก” ไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เรื่อง ความคืบหน้ากรณีมีผู้เสนอสินบนให้แก่รัฐมนตรีเป็นเงินจำนวน 40 ล้านบาท
นายรังสิมันต์ ได้กล่าวช่วงหนึ่งพาดพิงไปยัง “สส.หญิงชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย” ว่ามีสามีเกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ อาชญากรรมระหว่างประเทศ ทำให้ “สส.ไอเดียร์” สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ สส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นประท้วงว่า ตนเป็น สส.หญิงคนเดียวของพรรคภูมิใจไทยใน จ.ชัยภูมิ ถูกพาดพิงทำให้เสียหาย จะพูดเลื่อนลอยไม่ได้ ขอให้นายรังสิมันต์ถอนคำพูด เพราะกระทบโดยตรง อย่าใช้แต่อารมณ์เพื่อปลุกปั่น ต้องถอนหากเป็นลูกผู้ชาย

สส.ใบพลูตอบว่า เรื่องหลักฐานเปิดในไม่ช้า แต่ สส.ไอเดียร์พูดแทรกให้ถอนคำพูด ประธานในที่ประชุมก็วินิจฉัยให้ถอนคำพูด เนื่องจากกระทบพาดพิงให้บุคคลอื่นและ สส.เสียหาย นายรังสิมันต์ โต้แย้งว่า “ต้องยกข้อบังคับมาคุยกัน จะให้ผมเปิดพยานหลักฐานในวาระตั้งกระทู้ถามนายไชยชนกไม่ได้ และยังว่าหลักฐานมาแน่ ส่วนที่จะถอนหรือไม่ถอน ไม่ใช่ความแมน หรือลูกผู้ชายหรือลูกผู้หญิง เพราะเท่าเทียมกัน”

บรรยากาศในที่ประชุมประท้วงกันวุ่นวาย “สส.แชมป์” กรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ประท้วง ขอให้นายรังสิมันต์ใช้กลไก กมธ.การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชนที่ตัวเองเป็นประธานอยู่ตรวจสอบก่อน อย่างไรก็ตาม นายรังสิมันต์ก็ไม่ถอน จนประธาน คือ น.ส.มัลลิกา ประธานในที่ประชุม บอกว่า “หากไม่ถอน กรุณาออกไปข้างนอกห้อง” นายรังสิมันต์ กล่าวว่า “น้อมรับปฏิบัติ” ก่อนจะเดินออกนอกห้องประชุม นายกรวีร์ ลุกประท้วงต่อว่า ขอให้รับผิดชอบต่อคำพูด หากพูดไม่จริง ถือว่าทำผิดกฎหมายกลางสภา
สถานการณ์เริ่มบานปลาย สส.พรรคภูมิใจไทย ประท้วงการกระทำของนายรังสิมันต์ ว่า ไม่มีความเป็นลูกผู้ชาย ขณะที่ สส.พรรคประชาชน ลุกประท้วงการพาดพิงของพรรคภูมิใจไทย ระหว่างนั้นประธานมัลลิกา พบว่านายรังสิมันต์ เดินกลับเข้ามายังห้องประชุม จึงถามว่ากลับมาทำไม แต่ไม่มีคำตอบ นายรังสิมันต์เดินออกนอกห้องประชุมอีกครั้ง ประธาน ได้กำชับให้ตำรวจรัฐสภาควบคุมทุกประตูเพื่อไม่ให้นายรังสิมันต์เข้ามายังภายในห้องประชุมอีกในวันนี้

จากนั้น “สส.ไอเดียร์” สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ ลงมาแถลงว่า การกล่าวถึงและให้ไปตรวจสอบการทำอาชีพของสามีตน เป็นการกล่าวถึงที่เลื่อนลอย ไม่มีหลักฐาน โดยเฉพาะท่านที่เป็นประธาน กมธ.การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ท่านรู้ถึงเรื่องกฎหมาย ท่านจะใช้ กมธ. ของท่านตรวจสอบ หรือทำตามระเบียบก็ได้ แต่การกล่าวถึงโดยที่ไม่มีหลักฐานและทำให้ครอบครัวของตนเสียหาย และไม่ได้มีเจตจำนงที่จะรับผิดชอบ ถอนคำพูดที่ไม่ใช่เรื่องจริง หลังจากนี้จะไปปรึกษาทางทนายและจะเอาผิดถึงที่สุด

“ถ้ามีหลักฐานแล้ว ทำไมไม่เปิดล่ะคะ ท่านเป็น สส. ก่อนจะพูดอะไร หลักฐานต้องมีกองอยู่แล้ว ต้องมีการพิสูจน์ได้ ท่านพูดเฉยๆ โดยที่สามีของดิฉันไม่สามารถมาชี้แจงในสภาได้ เป็นการเอาเปรียบ ดิฉันพร้อมที่จะสู้ค่ะ แต่รับไม่ได้ ท่านอย่ามากล่าวหาโดยไม่มีหลักฐาน ท่านโตแล้วค่ะ”
ด้าน สส.จอมปั่น “ไอซ์ รักชนก” โพสต์ข่าวบัญชีทรัพย์สินของไอเดียร์ แล้วใส่ข้อความว่า “สามีรวย 1,900 ล้านบาท อยากรู้จังทำมาหากินอะไร ถามเฉยๆ คงไม่ปรี๊ดแตกน้า” และแท็กชื่อ สส.ไอเดียร์ ซึ่งไอเดียร์มาตอบว่า “ไม่ปรี๊ดค่ะ วันก่อนก็เห็นไอซ์บอกว่าสร้อยคอแบรนด์เนมที่ใส่มีผู้ชายซื้อให้ สามี ??? ไม่แน่ใจทำอาชีพอะไรจ๊ะ”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ไอเดียร์-สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ เป็นลูกสาว นายสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ อดีต สส.ชัยภูมิ ข้อมูลบัญชีทรัพย์สินที่แสดงต่อ ป.ป.ช. น.ส.สุชาดา และสามี ไทหยาง ซาง ชาวออสเตรเลีย แจ้งมีทรัพย์สินรวมประมาณ 1,974 ล้านบาท เป็นของนายไทหยางประมาณ 1,843 ล้านบาท มีการลงทุนหลายอย่าง.







