เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 2 ต.ค. ที่สำนักข่าวเดลินิวส์ แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่ กทม. พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายกอบจ.ปทุมธานี ให้สัมภาษณ์พิเศษในรายการเดลินิวส์ ทอล์ก ถึงสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ จ.ปทุมธานี โดยพล.ต.ท.คำรณวิทย์ กล่าวว่า จากการติดตามสถานการณ์และลงพื้นที่ตรวจสอบปริมาณน้ำเหนือด้วยตัวเอง ยืนยันว่าสถานการณ์น้ำปีนี้ไม่น่าจะซ้ำรอยมหาอุทกภัยปี 2554 แต่ยังไม่ต้องการให้ประชาชนประมาท โดยเฉพาะประชาชนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เพราะขณะนี้ยังต้องจับตาทั้งมวลน้ำเหนือ ฝนตกหนัก และน้ำทะเลหนุน

“บิ๊กแจ๊ส” กล่าวว่า หากเปรียบเทียบกับปี 2554 สถานการณ์ครั้งนั้นแตกต่างจากปัจจุบันอย่างชัดเจน โดยในปี 2554 มวลน้ำจากทางเหนือไม่ได้ไหลมาตามลำน้ำเพียงอย่างเดียว แต่มีน้ำแผ่เข้ามาจากหลายทิศทางจนพื้นที่จำนวนมากกลายเป็นลักษณะคล้ายทะเลสาบขณะที่สถานการณ์ในปีนี้ จากการลงพื้นที่ตรวจสอบตั้งแต่วันที่ 21 ก.ย.ที่ผ่านมา ทั้งบริเวณเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท และเส้นทางน้ำที่ไหลลงมายังพื้นที่ภาคกลาง พบว่ามวลน้ำยังคงไหลมาตามแม่น้ำเป็นหลัก แม้ปริมาณจะมีจำนวนมาก แต่ยังไม่ใช่ลักษณะน้ำที่แผ่เข้ามาจากทุกทิศทางเหมือนปี 2554

“ผมยังมั่นใจว่าไม่เหมือนปี 54 แน่ แต่ไม่อยากให้พี่น้องประชาชนประมาท โดยเฉพาะคนที่อยู่ริมแม่น้ำ เพราะหลังจากนี้ยังมีมวลน้ำเหนือที่จะลงมา” พล.ต.ท.คำรณวิทย์ กล่าว

นายก อบจ.ปทุมธานี กล่าวต่อว่า ก่อนเกิดสถานการณ์น้ำท่วม ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบและเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าหารือเพื่อเตรียมความพร้อม ทั้งกรมชลประทาน สำนักงานทรัพยากรน้ำ ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย รวมถึงหน่วยงานท้องถิ่น โดยเน้นให้ทุกฝ่ายทำงานร่วมกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างรับผิดชอบเฉพาะพื้นที่ของตัวเอง ทั้งเครื่องสูบน้ำ ประตูระบายน้ำ อุปกรณ์ช่วยเหลือประชาชน ตลอดจนพื้นที่รองรับการอพยพ ได้มีการเตรียมไว้ล่วงหน้าแล้ว

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกลับรุนแรงขึ้นจากฝนตกหนักผิดปกติโดยเฉพาะช่วงวันที่ 24-26 ก.ย. ซึ่ง “บิ๊กแจ๊ส” ระบุว่า ปริมาณฝนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่ประเมินว่ามีน้ำฝนประมาณ 30-40 ล้านลูกบาศก์เมตร ก่อนเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 90 ล้านลูกบาศก์เมตร และต่อมาเพิ่มเป็นกว่า 100-140 ล้านลูกบาศก์เมตร ลักษณะดังกล่าวเปรียบได้กับ Rain Bomb คือมีฝนตกหนักในช่วงเวลาสั้นๆ ทำให้ปริมาณน้ำสะสมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในช่วงแรกยังไม่ใช่ผลจากมวลน้ำเหนือหรือภาวะน้ำทะเลหนุน แต่เป็นน้ำฝนที่ตกลงมาในพื้นที่โดยตรง

เมื่อมีน้ำสะสมจำนวนมาก ปัญหาสำคัญคือไม่สามารถระบายออกได้อย่างรวดเร็วเพราะพื้นที่โดยรอบปทุมธานีต่างได้รับผลกระทบจากน้ำเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นนครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง รวมถึงพื้นที่ฝั่งตะวันตก ทำให้ช่องทางระบายน้ำมีข้อจำกัด

ปัจจุบันการระบายน้ำในพื้นที่ปทุมธานีจึงต้องเร่งผ่านคลองรังสิตประยูรศักดิ์บริเวณประตูน้ำจุฬาฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในช่องทางหลักในการระบายน้ำออกจากพื้นที่ โดยมีการนำเครื่องสูบน้ำจำนวน 20 เครื่องมาใช้ และเดินเครื่องครั้งละประมาณ 15 เครื่อง ก่อนสลับอีก 5 เครื่อง เพื่อไม่ให้เครื่องทำงานหนักต่อเนื่องจนเกิดความเสียหาย

ขณะนี้บางพื้นที่น้ำท่วมขังมาหลายวันจนเริ่มเปลี่ยนสีและส่งกลิ่น ขณะที่ประชาชนในพื้นที่คลองหลวง คูคต ลาดสวาย ลำลูกกา และพื้นที่หมู่บ้านจัดสรรหลายแห่งได้รับผลกระทบอย่างหนัก บางจุดระดับน้ำสูงถึงระดับอก ทำให้ประชาชนไม่สามารถใช้ชีวิตตามปกติได้ สำหรับสิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการในช่วงนี้ คือการป้องกันไม่ให้น้ำไหลเข้าบ้านเพิ่มเติม พร้อมเร่งสูบน้ำออก โดย อบจ.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เตรียมทั้งเครื่องสูบน้ำ กระสอบทราย และอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อช่วยเหลือประชาชน

สิ่งที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดจากนี้คือมวลน้ำเหนือที่กำลังเดินทางลงมาโดยคาดว่าจะมาถึงพื้นที่ปทุมธานีในช่วง 1-2 วันข้างหน้า โดยระดับการระบายน้ำเจ้าพระยาถือเป็นตัวแปรสำคัญ หากอยู่ในระดับประมาณ 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ยังสามารถบริหารจัดการได้ แต่หากเพิ่มขึ้นถึง 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และขยับไปถึง 2,700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จะต้องเฝ้าระวังอย่างเข้มข้น เนื่องจากพื้นที่ริมแม่น้ำปัจจุบันมีบ้านเรือน หมู่บ้านจัดสรร และพื้นที่เศรษฐกิจจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเรื่องน้ำทะเลหนุน ซึ่งอาจทำให้การระบายน้ำจากคลองรังสิตและพื้นที่ตอนในทำได้ช้าลง เพราะระดับน้ำด้านนอกสูงใกล้เคียงกับระดับน้ำในคลอง ทำให้ประชาชนที่สูบน้ำออกจากบ้านต้องใช้เวลานานกว่าปกติ

“บิ๊กแจ๊ส” กล่าวอีกว่า การบริหารจัดการภัยพิบัติไม่ควรปล่อยให้แต่ละหน่วยงานทำงานแยกกัน แต่ต้องมีผู้บัญชาการเหตุการณ์ที่สามารถเรียกทุกหน่วยงานมาทำงานร่วมกันได้ทันที โดยเฉพาะเรื่อง การประกาศภัยพิบัติ ซึ่งมองว่าควรดำเนินการให้รวดเร็วขึ้น เพราะเมื่อเกิดภัยแล้ว ทุกนาทีมีความสำคัญต่อการช่วยเหลือประชาชน หากเกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันในอนาคต ผู้ว่าราชการจังหวัดควรสามารถใช้ดุลพินิจประกาศภัยพิบัติได้ทันทีเมื่อเห็นสถานการณ์ในพื้นที่ชัดเจน เพื่อให้ทุกหน่วยงานสามารถเข้ามาระดมกำลังและทรัพยากรช่วยเหลือประชาชนได้โดยไม่ต้องรอขั้นตอนหลายชั้น.