เมื่อวันที่ 2 ต.ค. นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ถึงกรณีที่นายศุภชัยและคณะสส.พรรคภูมิใจไทยเสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขกฎหมาย 4 ฉบับ คือ ร่างพ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. , ร่างพ.ร.บ.การกีฬาแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. , ร่างพ.ร.บ.ผู้สูงอายุ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. , ร่างพ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะสส.บัญชีรายชื่อ กับคณะ เป็นผู้เสนอ โดยนายศุภชัย ระบุว่า จากกรณีที่ตนกับคณะ สส.ของพรรคภูมิใจไทยได้เสนอร่างแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ สสส. กองทุนผู้สูงอายุ กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ และองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือ Thai PBS และขณะนี้มีการตั้งคำถามว่า เหตุใดจึงต้องแก้กฎหมายทั้ง 4 ฉบับ ตนขอชี้แจงข้อเท็จจริงและเจตนารมณ์ให้ชัดเจน
ประการแรก เรื่องนี้ไม่ใช่การยุบกองทุน ไม่ใช่การยกเลิกองค์กร และไม่ใช่การปฏิเสธความสำคัญของภารกิจของทั้ง 4 องค์กร สิ่งที่เสนอให้แก้ คือวิธีการได้มาซึ่งเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบที่กฎหมายเดิมกำหนดให้นำเงินที่จัดเก็บเพิ่มเติมจากผู้มีหน้าที่เสียภาษีสุราและยาสูบ ส่งตรงเป็นเงินบำรุงให้แก่องค์กรหรือกองทุน โดยไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน ตัวอย่างที่กำลังถูกกล่าวถึงมาก คือ Thai PBS ซึ่งกฎหมายปัจจุบันกำหนดเงินบำรุงจากสุราและยาสูบในอัตราร้อยละ 1.5 และมีเพดานตามกฎหมาย ส่วนร่างที่เสนอจะยกเลิกกลไกดังกล่าวและเปลี่ยนแหล่งรายได้เป็นงบประมาณรายจ่ายประจำปี
ประการที่ 2 ทำไมจึงต้องพิจารณาเรื่องนี้ในวันนี้ ในปี 2561 ประเทศไทยได้มีพ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ และมาตรา 26 วางหลักสำคัญว่าการเสนอกฎหมายให้จัดเก็บภาษีหรือค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นเพื่อให้หน่วยงานของรัฐนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะนั้น โดยหลักแล้วจะกระทำมิได้ เว้นแต่กรณีรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
“ขอย้ำตรงนี้ให้ชัดเจนว่าไม่ได้หมายความว่าการรับเงินของทั้ง 4 องค์กรในปัจจุบัน ผิดกฎหมาย เพราะมาตรา 82 ของกฎหมายวินัยการเงินการคลังได้ยกเว้นกฎหมายที่มีผลใช้บังคับอยู่ก่อนแล้ว ดังนั้นกลไกเดิมจึงยังคงใช้ได้ตามกฎหมาย แต่คำถามที่ผมกำลังเสนอให้สังคมและรัฐสภาพิจารณา คือ เมื่อประเทศไทยมีกติกาทางการคลังใหม่แล้ว เราควรปล่อยข้อยกเว้นในอดีตไว้ตลอดไป หรือควรนำรายได้ของรัฐเข้าสู่ระบบเดียวกัน เพื่อให้การจัดสรรเงินสาธารณะอยู่ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน นี่คือเหตุผลสำคัญของการเสนอร่างทั้ง 4 ฉบับ” นายศุภชัย ระบุ
ประการที่ 3 ทำไมต้องเสนอพร้อมกันถึง 4 ฉบับ เพราะตนไม่ต้องการให้เกิดความเข้าใจว่าเรากำลังมุ่งเป้าไปที่องค์กรใดองค์กรหนึ่ง หากหลักการคือการรักษาวินัยการเงินการคลังของรัฐ หลักการนั้นก็ต้องใช้เป็นมาตรฐานเดียวกัน จึงเสนอแก้ทั้ง สสส. กองทุนผู้สูงอายุ กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ และ Thai PBS ซึ่งเป็นกลุ่มกฎหมายที่มีโครงสร้างเงินบำรุงจากสุราและยาสูบในลักษณะนี้ เพราะฉะนั้น การกล่าวว่าเรื่องนี้ทำขึ้นเพื่อจัดการกับไทยพีบีเอสโดยเฉพาะ ย่อมไม่สะท้อนข้อเท็จจริงของข้อเสนอทั้งหมด
ประการที่ 4 แล้วประชาชนและประเทศได้อะไร สิ่งที่ประเทศจะได้จากหลักการนี้ คือ ความเป็นเอกภาพของระบบการคลัง เงินที่รัฐจัดเก็บจะเข้าสู่ระบบการคลังของประเทศ และเมื่อรัฐเห็นว่าภารกิจด้านส่งเสริมสุขภาพ ผู้สูงอายุ กีฬา หรือสื่อสาธารณะมีความสำคัญ ก็สามารถจัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินภารกิจเหล่านั้นได้ ความแตกต่างคือ จากเดิมที่จำนวนเงินบางส่วนเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติตามฐานภาษี จะเปลี่ยนมาเป็นการพิจารณาผ่านกระบวนการงบประมาณ ทำให้ฝ่ายบริหารต้องอธิบายว่าจะใช้เงินเท่าใด ใช้ทำอะไร และเกิดผลสัมฤทธิ์ต่อประชาชนอย่างไร ขณะเดียวกันรัฐสภาก็มีบทบาทพิจารณาการจัดสรรเงินสาธารณะในภาพรวม
ประการที่ 5 ตนรับฟังข้อกังวลเรื่องความเป็นอิสระขององค์กร โดยเฉพาะกรณี Thai PBS มีข้อกังวลว่าหากเปลี่ยนจากรายได้ที่กฎหมายกำหนดไว้โดยตรงมาเป็นงบประมาณประจำปี จะทำให้องค์กรต้องพึ่งรัฐบาลและอาจกระทบความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ ซึ่งข้อกังวลนี้เป็นประเด็นที่สมควรนำมาพิจารณาในการรับฟังความคิดเห็นและกระบวนการนิติบัญญัติ เพราะการเปลี่ยนแหล่งเงินย่อมทำให้โครงสร้างความแน่นอนของรายได้แตกต่างจากเดิมจริง แต่เราต้องแยกสองเรื่องออกจากกัน ความเป็นอิสระในการทำหน้าที่ขององค์กรเป็นเรื่องหนึ่ง ส่วนระบบการจัดเก็บและจัดสรรเงินของรัฐเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ถ้าสังคมเห็นว่าจำเป็นต้องมีหลักประกันเพิ่มเติมเพื่อไม่ให้การจัดสรรงบประมาณถูกใช้เป็นเครื่องมือแทรกแซงองค์กร ก็สามารถออกแบบหลักประกันนั้นในกระบวนการพิจารณากฎหมายได้
“ดังนั้น ผมอยากให้การถกเถียงเรื่องนี้กลับมาอยู่บนคำถามที่แท้จริงว่าประเทศไทยควรบริหารเงินสาธารณะอย่างไรในระยะยาว ผมไม่ได้เสนอให้ยุบ สสส. ไม่ได้เสนอให้เลิกดูแลผู้สูงอายุ ไม่ได้เสนอให้หยุดสนับสนุนกีฬา และไม่ได้เสนอให้ปิด Thai PBS ผมเสนอให้เปลี่ยนระบบการเงิน ไม่ใช่ยกเลิกภารกิจ ท้ายที่สุด ร่างทั้ง 4 ฉบับยังอยู่ในกระบวนการรับฟังความคิดเห็น จึงยังสามารถรับฟังทั้งฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายที่มีข้อกังวล เพื่อนำมาปรับปรุงรายละเอียดให้เหมาะสมได้ องค์กรทั้งสี่มีภารกิจที่แตกต่างกัน แต่เงินที่ใช้คือเงินสาธารณะ หลักการที่ผมเสนอจึงเรียบง่ายมาก คือ ภารกิจที่จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุน แต่การจัดสรรเงินของรัฐก็ควรอยู่ภายใต้มาตรฐานวินัยการเงินการคลังที่เป็นระบบ โปร่งใส และตรวจสอบได้เช่นเดียวกัน” นายศุภชัย ระบุ



