สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี เมื่อวันที่ 3 ต.ค. ว่าประธานาธิบดีฟรังก์-วอลเทอร์ ชไตน์ไมเออร์ แห่งเยอรมนี กล่าวสุนทรพจน์เนื่องในวันครบรอบการรวมชาติเยอรมนี เมื่อปี 2533 ว่าเยอรมนีเสี่ยงหวนกลับไปสู่ความแตกแยกทางการเมืองอย่างรุนแรง แบบเดียวกับยุคสาธารณรัฐไวมาร์ ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ท่ามกลางกระแสข้อมูลบิดเบือนที่เผยแพร่โดยกลุ่มต่อต้านประชาธิปไตย


คำเตือนดังกล่าวมีขึ้น หลังการเลือกตั้งระดับรัฐหลายแห่ง ในภาคตะวันออกของประเทศ เมื่อเดือนก.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งพรรคทางเลือกเพื่อเยอรมนี ( เอเอฟดี ) ที่มีแนวคิดขวาจัด ได้รับคะแนนเสียงมากที่สุดใน 2 รัฐ ขณะที่การเลือกตั้งในกรุงเบอร์ลิน พรรคฝ่ายซ้ายได้รับชัยชนะ


ชไตน์ไมเออร์ไม่ได้เอ่ยชื่อพรรคการเมืองใดโดยตรง แต่ประณามการปลุกปั่นทางการเมืองของกลุ่มสุดโต่ง ว่ากำลังคุกคามเสรีภาพและประชาธิปไตย รวมถึงบั่นทอนความเป็นเอกภาพของประเทศ


ปัจจุบัน เยอรมนีอยู่ภายใต้การบริหารโดยรัฐบาลผสม ที่นำโดยพรรคประชาธิปไตยคริสเตียนแห่งเยอรมนี ( ซีดียู ) ของนายกรัฐมนตรีฟรีดริช เมิร์ซ ตลอดระยะเวลานานกว่า 1 ปีที่ผ่านมา เมิร์ซให้คำมั่นฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ซบเซา แต่ความกังวลของประชาชนเกี่ยวกับค่าครองชีพและภาวะเศรษฐกิจถดถอยกลับเพิ่มขึ้น จึงเป็นปัจจัยที่ทำให้พรรคเอเอฟดีมีคะแนนนิยมอยู่ในระดับสูง


แม้เยอรมนียังคงเป็นประเทศซึ่งมีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของยุโรปและเป็นมหาอำนาจอุตสาหกรรมสำคัญ แต่ภาคการผลิตกำลังเผชิญการแข่งขันจากจีน ขณะที่สงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนส่งผลกระทบโดยตรงต่อยุโรป และทำให้เยอรมนีสูญเสียแหล่งพลังงานราคาถูกจากรัสเซีย


ชไตน์ไมเออร์ ซึ่งเป็นนักการเมืองจากพรรคสังคมประชาธิปไตย ( เอสพีดี ) และเคยดำรงตำแหน่งรมว.กระทรวงการต่างประเทศในยุครัฐบาลของนายกรัฐมนตรีอังเกลา แมร์เคิล กล่าวว่า เยอรมนีต้องการนโยบายรัฐบาลที่รอบคอบ สม่ำเสมอ เป็นมืออาชีพ และหนักแน่นมากกว่าที่เคย


เขายังเตือนว่า การถกเถียงในระบอบประชาธิปไตยกำลังถูกบ่อนทำลายด้วยปฏิบัติการเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนที่ซับซ้อน ซึ่งมาจากหลายฝ่าย ทั้งเครือข่ายสนับสนุนรัฐบาลรัสเซีย กลุ่มขวาจัดในเยอรมนี และกลุ่มอำนาจนิยมฝ่ายซ้าย ก่อนถูกเผยแพร่ต่ออย่างกว้างขวางบนโลกออนไลน์


ชไตน์ไมเออร์ยอมรับว่า ประชาชนทั้งในเยอรมนีตะวันออกและตะวันตกจำนวนมากไม่ไว้วางใจระบบการเมือง และผู้มีสิทธิเลือกตั้งมากถึงราวหนึ่งในสามกำลังแสดงออกผ่านการลงคะแนนว่า หันหลังให้กับสิทธิขั้นพื้นฐานสำคัญของสาธารณรัฐ


อย่างไรก็ตาม ชไตน์ไมเออร์ทิ้งท้ายว่า คำถามที่ว่า กรุงเบอร์ลินกำลังมุ่งหน้าไปสู่สภาพแบบเดียวกับสาธารณรัฐไวมาร์หรือไม่นั้น ยังคงเป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบ.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS