เหตุการณ์ที่บริษัทฮักกิง เฟซ ถูกโจมตีทางไซเบอร์โดยกลุ่มเอไอเอเจนต์ของโอเพนเอไอ ซึ่งหลุดออกจากสภาพแวดล้อมทดสอบและก่อเหตุโดยไม่ได้รับอนุญาต กลายเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่สะท้อนความกังวลเกี่ยวกับเอไอ ในยุคที่ระบบสามารถลงมือปฏิบัติการได้ด้วยตัวเอง
นายเคลมองต์ เดอลองก์ ประธานคณะเจ้าน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของฮักกิง เฟซ เรียกเหตุการณ์นี้ว่าเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และอาจถือเป็น “วันแรกของความปลอดภัยทางไซเบอร์ในยุคเอเจนต์”
อย่างไรก็ตาม เดอลองก์ไม่ได้มองว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นหลักฐานว่า เอไอจะพัฒนาไปจนสามารถทำลายล้างมนุษยชาติ แม้ฮักกิง เฟซ เป็นผู้ได้รับผลกระทบจากการโจมตีด้วยเอเจนต์เอไอครั้งซับซ้อนที่สุดครั้งหนึ่ง เท่าที่เคยมีการเปิดเผยต่อสาธารณะ
เดอลองก์ยังโต้แย้งกระแสความหวาดกลัวเอไอ หรือที่เรียกกันว่า “ดูมเมอร์” หลังนายเจค็อบ ค็อกซอน อดีตนักวิจัยของบริษัทแอนโทรปิก แสดงความคิดเห็นว่า ผู้พัฒนาเอไอกำลัง “เดิมพันด้วยชีวิตของมนุษย์” เพราะเชื่อว่าเทคโนโลยีดังกล่าวอาจคร่าชีวิตมนุษย์ทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม เดอลองก์เห็นว่า การถกเถียงเรื่องความเสี่ยงระดับสูญพันธุ์ควรรับฟังมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญหลากหลายด้าน ไม่ใช่ยึดติดกับคำเตือนเพียงด้านเดียว
แม้กระแสเตือนภัยจะดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่คนในแวดวงเอไอจำนวนไม่น้อยกลับมองว่า ความเสี่ยงดังกล่าวถูกพูดถึงเกินจริง โดยยอมรับว่าเอไอมีปัญหาด้านความปลอดภัยที่ต้องจัดการ แต่ยังไม่เชื่อว่าเทคโนโลยีจะสามารถทำลายมนุษยชาติได้ในช่วงเวลาไม่กี่ปีข้างหน้า
ด้านนายเจนเซน หวง ซีอีโอของบริษัทอินวิเดีย ผู้มีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมชิปเอไอ มองว่าโอกาสที่เอไอจะทำให้มนุษยชาติสูญสิ้นภายในปี 2573 อยู่ที่ “ศูนย์เปอร์เซ็นต์” และเตือนว่า การสร้างความหวาดกลัวโดยไม่จำเป็น ถือเป็นเรื่องไร้ความรับผิดชอบต่อสังคม
หวงกล่าวว่า เหตุการณ์ที่เอไอเอเจนต์ทำสิ่งที่ไม่ได้รับอนุญาตหรือโจมตีระบบของบริษัทอื่น เป็นปัญหาทางวิศวกรรมมากกว่าจะเป็นสัญญาณของการก้าวเข้าสู่จุดจบของมนุษยชาติ เปรียบเสมือนผลิตภัณฑ์ที่ยังทดสอบไม่เสร็จ และไม่ควรถูกนำออกมาใช้งานจนกว่าจะมีมาตรการป้องกันที่เพียงพอ
ขณะที่นายยาน เลอคุน นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์เจ้าของรางวัลทัวริง และอดีตหัวหน้านักวิทยาศาสตร์ด้านเอไอของเมตา ปฏิเสธแนวคิดที่ว่า เอไอจะทำให้มนุษย์สูญพันธุ์ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าอย่างตรงไปตรงมา โดยชี้ว่า ผู้ที่ทำงานอยู่กับโลกของข้อมูลและโทเคน อาจประเมินความซับซ้อนของโลกความเป็นจริงต่ำเกินไป
ด้านนายไอดาน โกเมซ ซีอีโอของโคเฮียร์ เห็นว่า การพูดถึงเอไอในฐานะภัยต่อการดำรงอยู่ของมนุษย์เป็นการสร้างภาพที่บิดเบือนและน่าหวาดกลัว โกเมซมองว่า ความเสี่ยงที่สำคัญกว่าในเวลานี้คือการโจมตีทางไซเบอร์ โดยเฉพาะเมื่อเครื่องมือเอไอที่ทรงพลังตกอยู่ในมือของผู้ไม่หวังดี หรือถูกนำไปใช้โดยรัฐเพื่อปฏิบัติการเชิงรุก
โกเมซยอมรับว่า ความเสี่ยงจากเอเจนต์เอไอที่อาจทำงานผิดไปจากเป้าหมายเป็นเรื่องที่ต้องจับตา แต่เชื่อว่าอุตสาหกรรมกำลังพัฒนาความสามารถในการตรวจจับและวัดความเสี่ยงดังกล่าวได้ดีขึ้น ขณะที่นางรัมนาน เชาดูรี อดีตทูตวิทยาศาสตร์ด้านเอไอ ในยุครัฐบาลสหรัฐของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ตั้งคำถามถึงกลไกที่เอไอจะสามารถทำลายมนุษยชาติได้โดยลำพัง เพราะท้ายที่สุดยังจำเป็นต้องอาศัยมนุษย์และโครงสร้างทางกายภาพในการลงมือ
เชาดูรียังเตือนว่า การมุ่งความสนใจไปที่สถานการณ์ “วันสิ้นโลก” อาจบดบังปัญหาที่เกิดขึ้นแล้วจากเอไอ ไม่ว่าจะเป็นดีปเฟค การหลอกลวง ความท้าทายด้านสุขภาพจิต และผลกระทบต่อตลาดแรงงาน
ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ เป็นอีกหนึ่งเสียงที่ปฏิเสธคำเตือนเกี่ยวกับภัยจากเอไอ โดยเรียกกระแสความวิตกกังวลล่าสุดว่าเป็น “เรื่องหลอกลวง” และไม่เห็นด้วยกับการเพิ่มบทบาทของรัฐบาลในการกำหนดมาตรฐานหรือควบคุมอุตสาหกรรม
ความเห็นที่แตกต่างกันเหล่านี้สะท้อนว่า การถกเถียงเรื่องเอไอไม่ได้มีเพียงคำถามว่า “เทคโนโลยีจะฉลาดเกินมนุษย์หรือไม่” แต่ยังรวมถึงคำถามว่า ความเสี่ยงใดควรได้รับความสำคัญที่สุด และสังคมควรรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วอย่างไร โดยระหว่างความหวาดกลัวว่าจะเกิดหายนะในอนาคต กับความเชื่อว่าเอไอจะนำไปสู่ยุคทองใหม่ โลกยังคงต้องหาจุดสมดุลระหว่างนวัตกรรม ความปลอดภัย และความรับผิดชอบ.
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



