นายมนัส บุญพยุง กำนันตำบลบางสะแก อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม เปิดเผยว่า พื้นที่ตำบลบางสะแกมีลักษณะเป็นเกาะมีแม่น้ำแม่กลองและแม่น้ำแควอ้อมล้อมรอบ ทำให้การระบายน้ำจากคลองต่าง ๆ ทำได้ยาก แม้จุดที่กำลังยืนอยู่นี้จะเป็นบริเวณที่สูงที่สุดแห่งหนึ่งของตำบล แต่ยังมีน้ำท่วมขัง สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาสำคัญไม่ได้อยู่เพียงระดับพื้นที่ แต่เป็นเรื่องของระดับน้ำปลายทางที่ยังสูง ทำให้น้ำจากสวนและคลองไม่สามารถไหลออกได้

สิ่งที่น่าเป็นห่วงขณะนี้คือพื้นที่การเกษตร โดยเฉพาะสวนส้มโอ ซึ่งตำบลมีพื้นที่ปลูกราว 2,500-3,000 ไร่ หากน้ำท่วมขังต่อเนื่องเกิน 15 วัน จะเริ่มเห็นความเสียหายอย่างชัดเจน โดยเฉพาะต้นส้มโอที่อายุ 3-5 ปี ซึ่งมีความทนทานน้อยกว่าต้นที่มีอายุมาก อาจเริ่มทิ้งใบและยืนต้นตาย ขณะที่ต้นส้มโออายุมากอาจเกิดอาการเฉาและสลัดผลทิ้ง ก่อนตามมาด้วยปัญหาโรครากเน่าและโคนเน่าจากความชื้นสะสมในดิน

ส่วนลิ้นจี่ ซึ่งมีพื้นที่ปลูกประมาณ 300 ไร่ แม้จะสามารถทนต่อน้ำท่วมได้มากกว่าส้มโอ เนื่องจากเป็นพืชที่ปรับตัวกับสภาพพื้นที่ได้ดี แต่หากน้ำท่วมขังเป็นเวลานานก็อาจเกิดอาการเฉา ใบร่วง และแตกใบอ่อนใหม่ได้เช่นกัน

นายมนัส กล่าวอีกว่า การใช้เครื่องสูบน้ำเพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทั้งหมด เพราะหากระดับน้ำในแม่น้ำแม่กลองและแม่น้ำแควอ้อมยังสูงกว่าพื้นที่สวน การสูบน้ำออกก็จะเกิดแรงต้านจากน้ำด้านนอก ทำให้น้ำไหลออกได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ดังนั้นแนวทางที่เห็นว่าจะช่วยได้เร็วที่สุด คือการลดระดับน้ำในแม่น้ำสายหลักให้ต่ำกว่าระดับพื้นที่รับน้ำ เพื่อเปิดทางให้น้ำจากสวนและคลองสามารถไหลออกได้ตามธรรมชาติ

กำนันตำบลบางสะแก ยังฝากถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า ในช่วงวันที่ 5-10 ตุลาคมนี้ หากสามารถบริหารจัดการการระบายน้ำจากเขื่อนแม่กลองให้ลดลงเหลือไม่เกิน 800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จะช่วยให้ระดับน้ำในแม่น้ำแม่กลองและแม่น้ำแควอ้อมลดลง และเปิดทางให้น้ำที่ยังท่วมขังในพื้นที่ อ.บางคนที สามารถไหลออกได้มากขึ้น โดยขณะนี้บางพื้นที่เริ่มเห็นท้องร่องสวนแล้ว ถือเป็นสัญญาณที่ดี แต่หากยังมีพื้นที่ที่ต้นไม้จมอยู่ใต้น้ำต่อเนื่อง ความเสียหายจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหลังจากครบ 15 วัน

“ต้นส้มโอบางต้นมีอายุ 20–30 ปี กว่าจะปลูกและให้ผลผลิตต้องใช้เวลาหลายปี หากต้นตายไปแล้วไม่สามารถซื้อกลับคืนมาได้ และการปลูกต้นใหม่ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 5 ปีจึงจะเริ่มเก็บผลผลิตได้ ความเสียหายจึงไม่ได้กระทบเฉพาะเกษตรกร แต่กระทบต่อระบบเศรษฐกิจของชุมชนในระยะยาว” นายมนัสกล่าว

นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งอำนวยความสะดวกแก่เกษตรกรในการขึ้นทะเบียนผู้ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ เนื่องจากขณะนี้ชาวบ้านจำนวนมากยังไม่สามารถเดินทางออกจากบ้านได้ ต้องเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำ รวมทั้งเร่งทำความสะอาดและฟื้นฟูบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหาย จึงเสนอให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่รับลงทะเบียนถึงระดับหมู่บ้าน แบ่งการดำเนินงานเป็นรายหมู่หรือรายชุมชน แทนการให้ประชาชนจำนวนมากเดินทางไปรวมตัวกันที่จุดเดียว เพื่อให้การช่วยเหลือเข้าถึงผู้ประสบภัยได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็วยิ่งขึ้น