เมื่อวันที่ 6 ต.ค. 69 นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ ประธานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ออกแถลงการณ์แสดงข้อห่วงกังวล ต่อการเสนอแก้ไขกฎหมาย 4 ฉบับ เพื่อปรับโครงสร้างแหล่งรายได้ของไทยพีบีเอส สสส. กองทุนผู้สูงอายุ และกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ จากระบบเงินบำรุงที่จัดเก็บเพิ่มเติมจากภาษีสุราและยาสูบ หรือ Earmarked Tax มาเป็นการจัดสรรผ่านระบบงบประมาณรายจ่ายประจำปี ว่า ควรแยกออกจากกันให้ชัดเจน คือ ‘ความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่’ กับ ‘ความเป็นอิสระจากระบบงบประมาณ’ ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
นายศุภชัย กล่าวว่า กสม.มีข้อกังวลว่า หากไทยพีบีเอสเข้าสู่กระบวนการงบประมาณ อาจเปิดช่องให้ฝ่ายบริหารหรือฝ่ายการเมืองใช้งบประมาณเป็นเครื่องมือกดดัน และกระทบต่อความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ ซึ่งประเด็นดังกล่าวสามารถรับฟังได้ แต่ขอตั้งคำถามด้วยความเคารพว่า กสม.เองก็ได้รับงบประมาณจากรัฐ ผ่านระบบงบประมาณ แล้วเคยทำให้ กสม.ไม่เป็นอิสระหรือไม่ การได้รับงบประมาณจากรัฐ ไม่ได้แปลโดยตัวมันเองว่า องค์กรนั้นต้องตกอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาล
นายศุภชัย กล่าวต่อว่า เช่นเดียวกับศาลและองค์กรอิสระต่าง ๆ ที่ใช้งบประมาณแผ่นดิน แต่หลักประกันความเป็นอิสระขององค์กรเหล่านั้นอยู่ที่รัฐธรรมนูญ (รธน.) กฎหมาย โครงสร้างองค์กร และการห้ามแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ใช่อยู่ที่ว่าองค์กรนั้นจะต้องมีรายได้ซึ่งถูกกันไว้นอกระบบงบประมาณหรือไม่
“ถ้าจะตั้งสมมุติฐานว่า ไทยพีบีเอสเข้าสู่ระบบงบประมาณแล้วอาจสูญเสียความเป็นอิสระ ก็ควรอธิบายให้ได้เช่นกันว่า เหตุใดหลักเดียวกันจึงไม่ทำให้ กสม. ซึ่งรับงบประมาณจากรัฐสูญเสียความเป็นอิสระไปด้วย” นายศุภชัย กล่าว
นายศุภชัย กล่าวย้ำว่า ตนเห็นด้วยว่ารัฐบาลหรือฝ่ายการเมืองต้องไม่มีอำนาจใช้งบประมาณเป็นเครื่องมือลงโทษ กดดัน หรือแทรกแซงเนื้อหาของสื่อสาธารณะ และหากกฎหมายยังมีช่องว่าง ก็ควรสร้างหลักประกันเรื่องนี้ให้เข้มแข็งขึ้น แต่การสร้างหลักประกันความเป็นอิสระ กับการกำหนดให้องค์กรหนึ่งต้องได้รับเงินโดยตรงจากภาษีประเภทใดประเภทหนึ่งตลอดไป เป็นคนละประเด็นกัน
ส่วนกรณีอีก 3 หน่วยงานและกองทุน ได้แก่ สสส. กองทุนผู้สูงอายุ และกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ที่ กสม.กังวลว่าการเปลี่ยนแหล่งรายได้อาจกระทบสิทธิด้านสุขภาพ สิทธิและสวัสดิการของผู้สูงอายุ รวมถึงการส่งเสริมด้านกีฬา นายศุภชัย กล่าวว่า ข้อห่วงกังวลดังกล่าวรับฟังได้เช่นกัน แต่ต้องแยกให้ชัดว่า “สิทธิของประชาชนที่จะได้รับบริการ” ไม่เท่ากับ “สิทธิของหน่วยงานที่จะได้รับ Earmarked Tax ตลอดไป”
นายศุภชัย กล่าวว่า รัฐยังคงมีหน้าที่จัดบริการและงบประมาณเพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชน เพียงแต่สามารถจัดสรรผ่านระบบงบประมาณที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสามารถพิจารณาความจำเป็นของการใช้เงินสาธารณะในภาพรวม ซึ่งเป็นหัวใจของหลักวินัยการเงินการคลังของรัฐ และประเทศไทย มีกฎหมายกำหนดกรอบไว้ โดยเฉพาะใน พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561
นายศุภชัย กล่าวด้วยว่า ต้องย้ำ การยกเลิก Earmarked Tax ไม่จำเป็นต้องหมายความว่า เงินของรัฐจะหายไป หรือผู้ประกอบการสุราและยาสูบจะได้รับประโยชน์ หากยกเลิกเงินบำรุงที่เดิมเรียกเก็บเพิ่มเติมจากภาษีสรรพสามิต รัฐสามารถปรับโครงสร้างการจัดเก็บภาษีตามกลไกกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้รายได้ส่วนดังกล่าวยังเข้าสู่รัฐ แล้วนำมาจัดสรรผ่านระบบงบประมาณตามภารกิจและความจำเป็น
“พูดง่าย ๆ คือ เงินไม่ได้หายไป สิ่งที่เปลี่ยนคือ ‘เส้นทางของเงิน’ จากเดิมผู้ประกอบการจ่ายภาษีและเงินบำรุง แล้วส่งตรงให้องค์กร เปลี่ยนเป็นผู้ประกอบการจ่ายภาษีของรัฐ เข้าสู่ระบบงบประมาณ และจัดสรรตามภารกิจ” นายศุภชัย กล่าว



