สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากนครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 7 ต.ค. ว่า รายงานจากองค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (ไอโอเอ็ม) สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชซีอาร์) และกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (ยูนิเซฟ) พบว่า แม้จำนวนเด็กที่เดินทางเข้ามาทางบกและทางทะเลโดยรวมจะลดลง 25% จากตัวเลขปี 2567 แต่สัดส่วนของเด็กที่เดินทางมาลำพังกลับเพิ่มขึ้นเป็น 67% จาก 51%

จากจำนวนเด็กทั้งหมด 31,100 คนที่เดินทางมาถึงประเทศต่าง ๆ ในยุโรป อาทิ บัลแกเรีย ไซปรัส กรีซ อิตาลี มอลตา และสเปน ในปี 2568 มีเด็กกว่า 20,000 คน ที่ถูกบันทึกว่าเป็นผู้เดินทางมาโดยลำพัง หรือพลัดพรากจากพ่อแม่หรือผู้ปกครอง

เด็กที่เดินทางมาถึงอิตาลีและสเปน มีสัดส่วนการเดินทางมาโดยลำพังสูงกว่าประเทศอื่น ๆ ที่ 86% ขณะที่ในอิตาลี จำนวนเด็กที่เดินทางมาถึงเพิ่มขึ้น 12% โดยหลายคนมาจากอียิปต์ เอริเทรีย บังกลาเทศ และโซมาเลีย

รายงานระบุว่า ความยากจน ความขัดแย้ง และภัยพิบัติทางสิ่งแวดล้อม เป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้คนยอมเสี่ยงชีวิตข้ามทะเล ขณะเดียวกัน การที่ช่องทางการย้ายถิ่นฐานอย่างปลอดภัยมีอยู่จำกัด ก็ผลักดันให้เด็กจำนวนมากขึ้นต้องเผชิญกับการเดินทางที่อันตราย และตกไปอยู่ในเงื้อมมือของขบวนการลักลอบขนคนเข้าเมือง

จำนวนเด็กที่เข้าสู่กระบวนการตั้งถิ่นฐานใหม่ในยุโรปลดลงเหลือ 3,400 คนในปีที่แล้ว จาก 8,900 คนเมื่อปีก่อนหน้า ซึ่งลดลงถึง 67% และมีเด็กเพียง 199 คนเท่านั้นที่ได้ย้ายไปยังประเทศอื่นในยุโรป ภายใต้โครงการ “Voluntary Solidarity Mechanism” หรือกลไกความสมัครใจเพื่อแสดงความรับผิดชอบร่วมกัน (วีเอสเอ็ม).

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS