สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 14 ต.ค. ว่านายโรดริโก วัลเดส ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการการคลังของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ( ไอเอ็มเอฟ ) กล่าวในการประชุมสภาผู้ว่าการไอเอ็มเอฟ และกลุ่มธนาคารโลก ( เวิลด์แบงก์ ) ที่กรุงเทพฯ ว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่เพิ่มสูงขึ้นกำลังสร้างแรงกดดันทางการคลัง ในช่วงที่หนี้สาธารณะเฉลี่ยทั่วโลกมีแนวโน้มแตะ 100% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ( จีดีพี ) ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง
ผลการดำเนินงานด้านการคลังในปีนี้แย่กว่าที่คาดการณ์ไว้เมื่อ 6 เดือนก่อน และแย่กว่าปีที่แล้ว โดยประเทศส่วนใหญ่กลับมีแนวโน้มเพิ่มการใช้จ่าย แทนที่จะรัดเข็มขัด ประเทศพัฒนาแล้วขนาดใหญ่ที่มีหนี้สูงจำเป็นต้องสร้างแรงสนับสนุนทางการเมือง เพื่อผลักดันแผนควบคุมต้นทุนการกู้ยืมในระยะกลางอย่างเป็นรูปธรรม และจำกัดผลกระทบที่อาจส่งต่อไปยังประเทศอื่น ๆ เพราะยิ่งชะลอการปรับนโยบายมากเท่าใด การแก้ไขปัญหาก็จะยิ่งสร้างความเจ็บปวดมากขึ้นเท่านั้น
แม้ประเทศตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนาหลายแห่งยังมีเงื่อนไขทางการเงินที่เอื้ออำนวย แต่สถานการณ์ดังกล่าวอาจไม่ยั่งยืน จึงควรลดความเปราะบางทางการคลังและปรับปรุงการบริหารหนี้ ส่วนประเทศรายได้น้อยที่เข้าถึงแหล่งเงินทุนจากต่างประเทศได้ยากขึ้น จำเป็นต้องพัฒนาระบบภาษีและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายภาครัฐ
"Debt is high and increasing, interest rates have risen, and spending pressures are persistent." IMF Fiscal Affairs Director Rodrigo Valdés on why countries need to address fiscal risks now. More in the latest Fiscal Monitor blog: https://t.co/e8ipnToESs pic.twitter.com/bRJ8bW6pEG
— IMF (@IMFNews) October 14, 2026
วัลเดสกล่าวด้วยว่า ราคาน้ำมันที่สูง เงินเฟ้อที่ยืดเยื้อ ความต้องการลงทุนที่เพิ่มขึ้น และการเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ ( เอไอ ) ซึ่งสูงกว่าคาด ล้วนผลักดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีเฉลี่ยของกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 แห่ง หรือ จี7 เพิ่มขึ้นมากกว่า 1.10% ระหว่างเดือนก.พ.-ก.ย. ปีนี้ และแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 20 ปี
ต้นทุนเฉลี่ยที่แท้จริงในการจัดหาเงินทุนของรัฐบาลทั่วโลกคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 3.7% ภายในปี 2574 จาก 2.3% ในปี 2564 ขณะที่สหรัฐมีแนวโน้มต้องจ่ายดอกเบี้ยหนี้สาธารณะสูงถึง 5.3% ของจีดีพี เพิ่มจาก 2.8% ก่อนเกิดโรคโควิด-19 ซึ่งใกล้เคียงกับรายจ่ายที่คาดการณ์ไว้สำหรับโครงการประกันสังคมของประเทศ
สำหรับประเทศรายได้น้อย ภาระดอกเบี้ยหนี้ในปัจจุบันกินสัดส่วนมากกว่า 15% ของรายได้จากภาษี เทียบกับค่าเฉลี่ยประมาณ 9% ในช่วงปี 2554-2562
นอกจากนี้ รัฐบาลในประเทศพัฒนาแล้วกำลังปรับโครงสร้างหนี้ด้วยการกู้ยืมที่มีอายุสั้นลง ทำให้อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นส่งผลต่อต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลได้รวดเร็วกว่าเดิม โดยสัดส่วนหนี้ที่ครบกำหนดชำระภายใน 1 ปีของกลุ่มจี7 และสเปน กำลังเข้าใกล้ 30%
ไอเอ็มเอฟเตือนว่า เงินเฟ้อที่ยังสูงกว่าเป้าหมายและราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น อาจทำให้ธนาคารกลางต้องคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงนานขึ้น ขณะที่รัฐบาลต้องรับมือกับแรงกดดันให้เพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม ความมั่นคงทางพลังงาน และสวัสดิการสำหรับสังคมสูงวัย ส่งผลให้มีข้อจำกัดมากขึ้นในการรับมือกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว อีกทั้งหลายประเทศยังมีอัตราดอกเบี้ยหนี้สูงกว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในรูปตัวเงิน ซึ่งทำให้การรักษาเสถียรภาพหนี้ทำได้ยากยิ่งขึ้น
วัลเดสทิ้งท้ายว่า ประเทศส่วนใหญ่จำเป็นต้องเริ่มปรับฐานะการคลังตั้งแต่ตอนนี้ โดยเปรียบเทียบว่าพลวัตของหนี้และการคลังเป็นเสมือนกฎแรงโน้มถ่วงที่ไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้.
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : REUTERS



