สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม เมื่อวันที่ 17 ต.ค. ว่า นายเล มินห์ ฮึง นายกรัฐมนตรีเวียดนาม คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจของประเทศจะขยายตัวอย่างน้อย 10% ในปี 2570 พร้อมยืนยันเป้าหมายการเติบโตในระดับเลขสองหลัก ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค และควบคุมอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ที่ประมาณ 4.5%
ทั้งนี้ รัฐบาลจะเร่งลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และจัดสรรสินเชื่อให้ภาคการผลิต ธุรกิจ และการส่งออก พร้อมรับประกันว่าจะมีไฟฟ้าและเชื้อเพลิงเพียงพอ
เศรษฐกิจของเวียดนามซึ่งเป็นฐานการผลิตสำคัญในห่วงโซ่อุปทานโลก และเป็นผู้ผลิตสินค้าให้กับบริษัทแอปเปิลและแบรนด์เสื้อผ้าชั้นนำ ยังคงเติบโตอย่างรวดเร็ว แม้เผชิญความเสี่ยงจากมาตรการภาษีของสหรัฐ และวิกฤติพลังงานจากสงครามอิหร่าน
Vietnam’s Prime Minister Le Minh Hung projected gross domestic product will expand at least 10% next year as he outlined the nation’s economic targets in a speech to parliament. https://t.co/ehEoQnKY0e
— Bloomberg (@business) October 17, 2026
ข้อมูลอย่างเป็นทางการของรัฐบาลเวียดนามระบุว่า เศรษฐกิจเวียดนามขยายตัวเฉลี่ย 9% ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมาของปีนี้ หรือระหว่างเดือน ม.ค.-ก.ย. ที่ผ่านมา โดยได้รับแรงหนุนจากการส่งออกและคำมั่นการลงทุนจากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม อัตราเงินเฟ้อในเดือน ก.ย. อยู่ที่ 5.08% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สูงกว่าเพดานเป้าหมาย 4.5% ที่รัฐบาลกำหนดไว้สำหรับปีนี้
ธนาคารกลางเวียดนามกำลังเผชิญแรงกดดันในการรักษาเสถียรภาพอัตราดอกเบี้ย ท่ามกลางต้นทุนเงินทุนของธนาคารที่เพิ่มขึ้น และความต้องการสินเชื่อเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
ขณะที่ประธานคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจของสภาแห่งชาติเวียดนามเตือนว่า เป้าหมายการเติบโตอย่างน้อย 10% ในปีหน้าเป็นความท้าทายสำคัญ เนื่องจากพื้นฐานเศรษฐกิจยังไม่มั่นคง และแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ เงินทุน และพลังงานเพิ่มสูงขึ้น
ขณะเดียวกัน เวียดนามยังเดินหน้าเจรจาการค้ากับสหรัฐเพื่อบรรเทาผลกระทบจากภาษี โดยทั้งสองฝ่ายใกล้บรรลุข้อตกลง และเวียดนามให้คำมั่นว่าจะซื้อสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูง เครื่องบิน และก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) จากสหรัฐเพิ่มขึ้น
นายกรัฐมนตรีเวียดนามยืนยันว่า รัฐบาลจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ รวมถึงเศรษฐกิจระดับความสูงต่ำ ตลอดจนเร่งลงทุนในระบบท่าเรือ เส้นทางขนส่งทางน้ำภายในประเทศ และโครงการรถไฟสำคัญ เพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว.
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : REUTERS



