ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ว่า ปี 2569 ไทยจะผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (Battery Electric Vehicle: BEV) ได้ 115,000 คัน เพิ่มขึ้น 62% จากปีก่อน อย่างไรก็ตาม ปริมาณการผลิตยังคิดเป็นเพียง 29% ของกำลังการผลิตที่ค่ายรถยนต์ประกาศลงทุนไว้ เนื่องจากไทยยังนำเข้ารถยนต์บีอีวีมาจำหน่ายในปริมาณมาก ขณะที่การผลิตเพื่อส่งออกยังมีไม่มากนัก

โดยไทยจะส่งออกรถยนต์บีอีวีได้ประมาณ 2 หมื่นคัน คิดเป็น 17% ของการผลิตทั้งหมด อีกทั้งการขยายตลาดส่งออกยังเผชิญกับการแข่งขันจากรถยนต์บีอีวีที่ผลิตในจีน ซึ่งเข้าไปทำตลาดในหลายตลาดหลักของไทย รวมถึงกลุ่มโอเชียเนีย ขณะเดียวกัน ตลาดอาเซียนซึ่งเป็นเป้าหมายส่งออกของไทยก็มีแนวโน้มเข้าถึงยากขึ้น แม้ตลาดรถยนต์บีอีวีในภูมิภาคกำลังเติบโต เพราะอินโดนีเซีย เวียดนาม และมาเลเซียต่างเร่งส่งเสริมการผลิตในประเทศ ทำให้มีโอกาสนำเข้ารถยนต์จากไทยลดลง

ในบรรดาประเทศเหล่านี้ อินโดนีเซียมีแนวโน้มเป็นคู่แข่งโดยตรงของไทยมากขึ้น หลังเพิ่มข้อกำหนดให้รถยนต์บีอีวีที่จำหน่ายในประเทศต้องใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตภายในประเทศตามเกณฑ์ที่กำหนด มาตรการดังกล่าวกระตุ้นให้ค่ายรถยนต์ลงทุนตั้งฐานผลิตในอินโดนีเซียเพิ่มขึ้น โดยค่ายรถหลายรายที่เข้าไปลงทุนที่นั่นก็มีการลงทุนในไทยด้วยเช่นกัน

อินโดนีเซียยังมีข้อได้เปรียบจากการเป็นแหล่งแร่นิกเกิล ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตแบตเตอรี่ และมีตลาดผู้ซื้อรถยนต์บีอีวีขนาดใหญ่กว่าไทยมาก จึงมีโอกาสผลิตรถยนต์จำนวนมากจนช่วยลดต้นทุนต่อคันจากการประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale) ได้ง่ายกว่า อีกทั้งยังสามารถพึ่งพาตลาดในประเทศได้มาก โดยไม่ต้องอาศัยการส่งออกมากเท่าไทย

ส่วนเวียดนามและมาเลเซียต่างใช้มาตรการคุ้มครองแบรนด์รถยนต์ในประเทศ เพื่อสนับสนุนการผลิตรถยนต์บีอีวีภายในประเทศ พร้อมเพิ่มข้อจำกัดต่อรถยนต์นำเข้า ทั้งการกำหนดขั้นตอนนำเข้าที่ซับซ้อนและทำให้ต้นทุนสูงขึ้น และการจัดระบบอุตสาหกรรมรถยนต์บีอีวีของเวียดนามให้เอื้อต่อแบรนด์แห่งชาติ ขณะที่มาเลเซียกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำสำหรับรถยนต์บีอีวีนำเข้า ซึ่งเป็นข้อจำกัดต่อรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กถึงขนาดกลางที่ผลิตในไทย

แม้เวียดนามและมาเลเซียจะไม่ได้แข่งขันดึงดูดการลงทุนขนาดใหญ่กับไทยโดยตรง แต่การสนับสนุนผู้ผลิตในประเทศและการจำกัดรถยนต์นำเข้าก็ทำให้ไทยส่งออกรถยนต์บีอีวีไปยังตลาดเหล่านี้ได้ยากขึ้น โจทย์ของไทยจึงอยู่ที่การเพิ่มการผลิตให้สอดคล้องกับกำลังการผลิตที่ลงทุนไว้ ควบคู่กับการหาตลาดส่งออกมารองรับ ท่ามกลางการแข่งขันจากจีนและประเทศอาเซียนที่ต่างต้องการสร้างฐานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของตนเอง