เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 19 ต.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะอนุกรรมการอำนวยการต้านสินบนและความเสี่ยงการทุจริตภาครัฐ ว่า วันนี้มีการประชุมถึงเรื่องที่มีความสนใจในขณะนี้ คือเรื่องที่นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย ได้มีการตรวจจับสถานบันเทิงหลายแห่ง ล่าสุดที่จังหวัดระยอง ซึ่งในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา มีเหตุการณ์ซ้ำเดิมเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก เราจึงตั้งข้อสังเกตและร่วมกันหาแนวทาง

ที่ประชุมจึงมีมติมอบให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ไปร่วมกับ กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) และกรุงเทพมหานคร ไปหารือแนวทาง โดยอันดับแรกต้องดูช่องโหว่ทางกฎหมาย ว่ามีส่วนใดบ้างที่ทำให้เกิดการเรียกรับส่วย ซึ่งเมื่อศึกษาแล้ว ทั้ง 3 หน่วยงานจะพูดคุยกัน เพื่อเดินหน้าแก้ไขปัญหาเบื้องต้น โดยจะเริ่มที่ถนนข้าวสารเป็นแซนด์บ็อกซ์ ที่จะแก้ปัญหาอย่างตรงไปตรงมา แก้ปัญหาในเรื่องของส่วยให้ได้มากที่สุด ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาล เมื่อทางกระทรวงมหาดไทยได้กวาดแล้ว คณะกรรมการของเราก็มีหน้าที่เก็บในส่วนที่ดำเนินการไว้ แล้วต่อยอดเอาผิดกับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ฝ่าฝืนกฎหมายอย่างเข้มงวดที่สุด 

นายภราดร กล่าวว่า ส่วนการแก้ไขช่องว่างกฎหมาย อาทิ พ.ร.บ.อาคาร พ.ร.บ.สถานประกอบการ ซึ่งกฎหมายเหล่านี้เป็นอุปสรรคของการเปิดสถานบริการเหล่านี้ เมื่อมีอุปสรรคจึงเกิดช่องทางรับส่วย สินบน ดังนั้นต้องมาไล่ดูว่า ตรงไหนที่เป็นอุปสรรค และจะแก้ไขระเบียบแบบใด และหากต้องแก้ไข พ.ร.บ. รัฐบาลก็จะดำเนินการต่อไป โดยดูว่ากฎหมายแต่ละฉบับเป็นของหน่วยงานใดบ้าง เพื่อให้มีการยกร่างแก้ไขกฎหมาย หรืออาจจะส่งให้พรรคการเมืองเสนอร่างแก้ไขกฎหมาย ซึ่งอาจจะทำได้เร็วกว่า  

ส่วนนโยบาย 1 กรม 1 โปร่งใสไร้เทา ซึ่งถือเป็นนโยบายใหญ่ของรัฐบาล 13 หน่วยงานนำร่องได้เสนอแนวทางในที่ประชุมในการทำให้นโยบายนี้เกิดขึ้นได้ และได้มอบหมายให้คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ร่วมกับ ป.ป.ท. ไปประสานกับหน่วยงานภาครัฐทั้งหมด หลาย 100 หน่วยงานเพื่อให้ไปเร่งรัดดำเนินการ 

เมื่อถามว่ากรณีสถานบันเทิง KTV ที่ตรวจจับล่าสุด และมีการเปิดเผยว่าเจ้าหน้าที่รัฐ รวมถึงในอำเภอมีการรับสินบน จะดำเนินการเรื่องนี้อย่างไรได้บ้าง นายภราดร กล่าวว่า ตนได้พูดคุยกับ ผบช.น. ในเรื่องการลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐที่มีส่วนรู้เห็น หรือถูกกล่าวอ้างว่ามีส่วนรู้เห็น จะต้องถูกดำเนินการทั้งในส่วนวินัย และคดีอาญา ในส่วนทางวินัยก็ต้องมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบของแต่ละหน่วยงาน ส่วนทางอาญา เป็นหน้าที่ของ ป.ป.ท. ประสานกับตำรวจ เพื่อดำเนินคดีอาญา และได้มอบนโยบายกับ ป.ป.ท. ไว้ว่า เคสเหล่านี้ต้องดำเนินการอย่างรวดเร็วที่สุด ต้องใช้เวลาไม่เกิน 30 วัน ให้รู้ว่ามีการทำผิดแบบไหน และส่งเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมให้เร็วที่สุด.