เมื่อวันที่ 20 ต.ค. ที่ศาลฎีกา ถนนราชดำเนิน ศาลฎีกานัดไต่สวนพยานคดีหมายเลขดำที่ คมจ. 1/2569 ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยการฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง กับ 44 สส. อดีตพรรคก้าวไกล ก่อนหน้านี้ศาลฎีกาไต่สวนพยานผู้ร้องไปแล้วจำนวน 2 นัด พยานรวม 4 ปาก ได้แก่ นายยุทธภูมิ เทพหัสดิน ณ อยุธยา พนักงานไต่สวนระดับสูง สำนักไต่สวนการทุจริตภาคการเมืองและองค์กรตามรัฐธรรมนูญ สำนักงาน ป.ป.ช. กับกลุ่มข้าราชการและอดีตข้าราชการสภา อย่างนายสุวัฒน์ คีรีวิเชียร นิติกรสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร นางสินี ส้มมี ผู้อำนวยการสำนักการประชุม สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และ ว่าที่ ร.ต.อาพัทธ์ สุขนันท์ อดีตเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร
ศาลฎีกาเคาะวันไต่สวน คดี 44 สส.ก้าวไกล ปมแก้ ม.112! ฝั่งผู้คัดค้านอ้าง 60 พยาน ลากยาวถึง พ.ค. 70
โดยในวันนี้เป็นการไต่สวนพยานผู้ร้องนัดที่ 3 มีพยานเข้ามาเบิกความ 3 ปากได้แก่ 1.นายสุชาติ ตันเจริญ อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) 2.นายคารม พลพรกลาง และ 3. นายเกษมสันต์ มีทิพย์ 2 อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (กก.) ขึ้นเบิกความเป็นพยานในวันนี้
นายสุชาติ เบิกความว่า ตั้งแต่ขณะที่ดำรงตำแหน่งเป็น สส. มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2529 ไม่เคยมีการเสนอร่างกฎหมายที่ขัดรัฐธรรมนูญ และไม่ทราบว่าพรรคก้าวไกลในขณะนั้นประกาศจุดยืนเกี่ยวกับประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และเบิกความเกี่ยวกับขั้นตอนการเสนอร่าง พ.ร.บ. ต่อสภาว่าในการเสนอร่างจะต้องมี สส. เข้าร่วมลงชื่อไม่น้อยกว่า 20 คน รวมถึงเบิกความว่าถ้าร่างเข้าสภาไปแล้วจะมีคิวตามวาระนอกจากที่ประชุมจะหยิบยกร่างดังกล่าวขึ้นมาพิจารณาก่อนแต่ต้องเป็นไปตามมติที่ประชุม ส่วนเรื่องข้อบกพร่องของร่างทางเจ้าหน้าที่เป็นผู้แจ้งเรื่องให้นายพิธาที่เป็นผู้เสนอร่าง
ด้านนายคารม เบิกความว่า เคยเป็นอดีต สส. และสมาชิกพรรค ทั้งพรรคอนาคตใหม่และพรรคก้าวไกล ในสมัยที่ดำรงตำแหน่งเคยเป็นผู้เสนอแก้กฎหมายฉบับอื่น แต่ในการลงชื่อแก้ไขกฎหมายมาตรา 112 ในขณะนั้นมี สส. ไม่ร่วมลงชื่อกับตนเองอีก 5 ราย ก่อนการเสนอร่างนี้มีคณะทำงานไปศึกษา มีมติและนำมาให้ สส. เซ็นชื่อ ส่วนเหตุผลที่ไม่เซ็นเพราะเข้าใจว่า สส. มีเอกสิทธิ์ที่จะไม่ลงชื่อ ก่อนที่หลังจากนั้นจะไม่เข้าร่วมกิจกรรมของพรรคและถูกนำออกจากกลุ่มไลน์
ขณะที่นายเกษมสันต์ เบิกความต่อเป็นพยานปากที่ 3 ว่า ในขณะที่มีการลงชื่อเสนอร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่ไม่ได้ร่วมลงชื่อเพราะมีสามัญสำนึก รวมถึงทราบว่าขณะนั้นมีการเคลื่อนไหวนอกสภาที่เรียกร้องเกี่ยวกับการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 จนมีผู้กระทำผิดจำนวนมาก และในปลายปี 2563 ในที่ประชุมพรรคมีการพูดถึง ม.112 แต่ไม่ใช่สมาชิกทุกคนที่เห็นด้วยกับการแก้ไข มีผู้คัดค้านแต่ไม่ทราบจำนวนว่ามีกี่คน ทราบจากข่าวว่ามีการทักท้วงเนื้อหาของร่างมายังนายพิธา รวมถึงเสียงคัดค้านภายในพรรค แต่หลังจากนั้นก็ไม่ได้เข้าประชุมพรรคอีก
ภายหลังจากพยานทั้ง 3 ปาก เบิกความเสร็จสิ้น ศาลฎีกาได้นัดไต่สวนพยานผู้ร้องนัดสุดท้ายในวันที่ 27 ต.ค. 2569 เวลา 09.30 น. โดยจะเป็นการไต่สวนพยานผู้ร้องจำนวน 2 ปาก



