วันนี้ (20 ต.ค.) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานกระแสการวิจารณ์กลุ่มไอดอลเอไอของจีนอย่างรุนแรงบนโลกออนไลน์ หลังจากที่ต้นสังกัดออกมาแถลงว่าหนึ่งในสมาชิกจำเป็นต้องลาออกจากวงเพราะเกิด “ตั้งครรภ์” ขึ้นมา
วงไอดอลเอไอดังกล่าวมีชื่อว่า “เบบี้ควีน” เป็นเกิร์ลกรุ๊ปเอไอสไตล์เค-ป็อป มีสมาชิกทั้งหมด 4 คน ดูแลโดยทีมงานในมณฑลเหลียวหนิงของจีน วงนี้เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมาและมีผู้ติดตามราว 1,100 คน
เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม บัญชีทางการของวงได้เผยแพร่ข้อความจากมุมมองของ “มิตี” หนึ่งในสมาชิกของวง โดยมีเนื้อหาระบุว่าเธอกำลัง “ตั้งครรภ์” และจะขอหยุดพักงานบันเทิงทั้งหมด พร้อมขอร้องให้แฟนๆ เคารพความเป็นส่วนตัวและชีวิตใหม่ของเธอ แต่ไม่ได้ระบุว่าใครเป็น “พ่อ” ของเด็กในท้อง

โพสต์ดังกล่าวกลายเป็นไวรัล มียอดเข้าชมบนแพลตฟอร์มเว่ยปั๋วมากกว่า 78 ล้านครั้ง และจุดกระแสต่อต้านจากชาวเน็ตอย่างรวดเร็ว หลายคนแสดงความเห็นในเชิงตำหนิอย่างรุนแรง เช่น “ไอดอลที่มีชีวิตจริงยังไม่กล้าพูดเรื่องตั้งท้องเลย แต่เธอกลับเลือกข้ออ้างนี้จากข้ออ้างนับร้อย” ขณะที่บางส่วนตั้งข้อสังเกตอย่างประชดประชันว่า “มิตีไม่มีแม้แต่ร่างกายจริง ๆ ถ้าอวตารเอไอท้องได้ ต่อไปต้องขอลาคลอดหรือเบิกเงินอุดหนุนบุตรด้วยไหม?” หรือ “ทีมงานคงไม่มีเงินจ่ายค่าโทเคนแล้ว เลยหาข้ออ้างโง่ ๆ มาตัดงบประมวลผลมากกว่า”
ต่อมา ทีมผู้สร้างได้ออกมายอมรับว่า การดูแลไอดอลเอไอพร้อมกันหลายตัวเป็นภาระที่หนักเกินไป จึงต้องลดขนาดโครงการลง พร้อมออกแถลงการณ์ขอโทษและยอมรับว่าการใช้เรื่องการตั้งครรภ์มาเป็นข้ออ้างนั้นไม่เหมาะสม และเรื่องราวทั้งหมดเป็นเพียงเรื่องแต่ง นอกจากนี้ยังชี้แจงว่า เบบี้ควีน ถูกสร้างขึ้นโดยกลุ่มหญิงสาวที่เป็นแฟนเพลงเค-ป็อปเพียงไม่กี่คน เป็นโปรเจกต์ที่สร้างขึ้นด้วยความชอบส่วนตัวโดยไม่หวังผลกำไร

แต่กระแสต้านยิ่งรุนแรงขึ้น หลังจากวันที่ 14 ตุลาคม ซึ่งเป็นเวลาเพียงหนึ่งวันหลังจากที่ มิตี ประกาศเรื่องตั้งครรภ์ ทางวงได้ปล่อยคลิปวิดีโอคัฟเวอร์เพลง Next Level ของวงเอสปา เกิร์ลกรุ๊ปชื่อดังจากเกาหลีใต้ ทำให้เกิดข้อครหาว่าดราม่าทั้งหมดเป็นเพียงแผนการตลาดราคาถูกเพื่อดึงทราฟิกให้คอนเทนต์ที่มียอดวิวต่ำ
จางหย่ง นักวิชาการด้านสังคมสงเคราะห์จากมณฑลหูเป่ย ชี้ว่า เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของเนื้อหาที่สร้างโดยเอไอที่ทำให้การสร้างคอนเทนต์เป็นไปได้ง่ายขึ้น จนทำให้คอนเทนต์คุณภาพสูงและมีความยั่งยืนหาได้ยากขึ้น ในขณะที่ภาระการตรวจสอบความจริงกลับตกไปอยู่กับสาธารณชน พร้อมตั้งคำถามว่าการกระทำเช่นนี้เป็นการฉวยโอกาสจากน้ำหนักทางอารมณ์และศีลธรรมของการตั้งครรภ์ของผู้หญิงหรือไม่
ทั้งนี้ ประเด็นดราม่าเกี่ยวกับอินฟลูเอนเซอร์เสมือนจริงในประเทศจีนเริ่มมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา “ฟางเถาจื่อ” นักแสดงเอไอที่มีผู้ติดตามกว่า 400,000 คนจากซีรีส์สั้น และเคยทำรายได้จากโฆษณา 60 วินาทีสูงถึง 250,000 หยวน (ราว 1.2 ล้านบาท) ถูกผู้ติดตามรีวิวถล่มและเลิกติดตามเป็นจำนวนมาก หลังจากเธอรีวิวคอนแทคเลนส์ในคลิปวิดีโอว่า “ใส่แล้วรู้สึกสบายตาตลอดทั้งวัน” จนถูกหน่วยงานกำกับดูแลตลาดของจีนตักเตือนในข้อหาโฆษณาเกินจริงและหลอกลวงผู้บริโภค
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
ที่มา : scmp.com
เครดิตภาพ : QQ.com



