น่าสนใจไม่เบาทีเดียวสำหรับเรื่องราวของนักร้องและพิธีกรสาวอารมณ์ดี “ซานิ-นิภาภรณ์ ฐิติธนการ” ที่ล่าสุดได้เดินทางมาร่วมงานกิจกรรมโบว์ลิ่งการกุศลและมอบทุนการศึกษา “มาเติมรอยยิ้ม ให้เต็มหัวใจ” พร้อมให้สัมภาษณ์เปิดใจถึงชีวิตในวัย 41 ปี รวมถึงมุมมองความรักและสถานะหัวใจในปัจจุบันด้วย

โดยมีบางช่วงบางตอนสาวซานิเล่าว่า “อย่างเราตอนนี้รู้สึกว่าเจอชะตาของตัวเองแล้ว คือโสดและโดดเดี่ยวค่ะ (หัวเราะ) คือโสดแบบแฮปปี้ มีความสุข มีเพื่อนคู่คิดไป ส่วนแล้วดรีม(คนที่คยหาด้วย) เราไม่ได้แต่งงาน ก็ต้องบอกว่าโสดสิ สถานะโสดไง เป็นเพื่อนกันไป ส่วนถ้าเขามีคนคุยเยอะได้ไหม แล้วแต่เขาสิ เพราะเราก็มีคนคุยเหมือนกัน คนเราจะคุยกับคนคนเดียวได้ยังไง มันจะเป็นบ้าเอานะ แฟร์ๆ ค่ะ คนเรายิ่งไปกั๊กกันก็ยิ่งไม่มีความสุข แต่ว่าถ้าเขาเจอทางที่เรียบง่าย ก็ให้เขาใช้ชีวิตตามปกติ” งานนี้ทำเอาหลังจากบทสัมภาษณ์ของสาวซานิออกไป คนหันมาโฟกัสหนักมากในแนวไอเดียความคิดของเธอ ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

งานนี้ “บันเทิงเดลินิวส์” ไปหาคำตอบมาให้แล้วว่ากรณีของสาวซานินั้นทำไมหลายคนถึงสนใจกันมากมายในไอเดียรักของคนยุคนี้

โดยงานนี้ถ้าให้นิยามจุดเด่นของไอเดียรักฉบับซานิก็เรียกว่า รักแบบหัวใจอิสระนั่นเอง

ไม่ยึดติดกับกรอบ “การแต่งงาน”
โดยซานิเคยประกาศชัดเจนว่าไม่มีความคิดเรื่องการแต่งงานอยู่ในหัวเลย การใช้ชีวิตคู่ไม่จำเป็นต้องมีพิธีรีตองหรือเป้าหมายสูงสุดคือการจดทะเบียนเสมอไป ทำให้ความสัมพันธ์ไร้ซึ่งความกดดัน

สถานะ “เพื่อนคู่คิด” ที่สบายใจที่สุด
จุดนี้สาวซานิ เลือกใช้คำว่าเพื่อนคู่คิดที่คอยปรึกษา ซัพพอร์ต และดูแลกันในยามจำเป็น มากกว่าการใช้กรอบคำว่าแฟนที่เต็มไปด้วยความคาดหวังหรือการครอบครอง

ความแฟร์และพื้นที่ส่วนตัวขั้นสุด
ต่างฝ่ายต่างเปิดกว้างให้กันและกันได้ใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการ ซานิมองว่าการไม่กั๊กและให้อิสระแก่กันคือความสุขที่แท้จริง
จุดด้อยที่น่าแปลกใจ: ความท้าทายในความสัมพันธ์ไร้กรอบ

แต่งานนี้ หลายคนที่เห็นไอเดียรักของสาวซานิแล้ว แม้จะดูแฮปปี้และลงตัว แต่ในมุมมองของความสัมพันธ์แบบนี้ก็มีจุดด้อยหรือความท้าทายที่หลายคนอาจคาดไม่ถึงเช่นกัน

เส้นแบ่งความสัมพันธ์ที่บางเฉียบจนคนนอกสับสน
การนิยามตัวตนเป็นเพื่อนคู่คิดและความอิสระที่มากเกินไป ทำให้เส้นกั้นระหว่าง “คนรัก” กับ “เพื่อนสนิท” เลือนราง จนบางครั้งคนรอบข้างหรือแฟนคลับอาจเดาทางความสัมพันธ์ไม่ถูก

ช่องว่างระหว่างกันที่อาจนำไปสู่ความห่างเหิน
เพราะการต่างคนต่างมีโลกส่วนตัวสูง แม้จะช่วยลดความอึดอัด แต่ในยามที่ใครคนใดคนหนึ่งต้องการที่พึ่งทางใจอย่างใกล้ชิด พื้นที่ว่างตรงนี้อาจกลายเป็นความเคว้งคว้างได้ง่าย

แรงกดดันจากค่านิยมสังคมกระแสหลัก
การไม่เลือกเดินตามเส้นทางครอบครัวแบบดั้งเดิม ทำให้ทั้งคู่ยังต้องเผชิญกับสายตา คำถาม หรือความคาดหวังจากคนรอบข้างและสังคมที่อาจไม่เข้าใจรูปแบบความสัมพันธ์นี้นั่นเอง

ความรักระหว่าง ซานิ และ ดรีม ถือเป็นกระจกสะท้อนความรักในยุคปัจจุบันที่ไม่ได้วัดความสำเร็จกันที่ใบทะเบียนสมรสหรือพิธีแต่งงาน หากแต่วัดกันที่ “ความเข้าใจและความสบายใจ” แม้จะมีจุดด้อยเรื่องความคลุมเครือและช่องว่างระหว่างกัน แต่ถ้าทั้งสองคนจูนคลื่นความสุขตรงกันได้ ความสัมพันธ์แบบเพื่อนคู่คิดอิสระนี้ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า สามารถเดินหน้าไปได้อย่างยั่งยืนในแบบฉบับของตัวเองนั่นเองจ้า

yimyim koo