เมื่อเวลา 11.11 น. วันที่ 21 ต.ค. ที่ศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย พร้อมด้วยนางธนนนท์ ชาญวีรกูล ภริยา เดินทางเข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อความเป็นสิริมงคล โดยมี พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย และ พล.อ.ศรัณย์ เพชรานนท์ ปลัดกระทรวงกลาโหม ให้การต้อนรับ โดยเจ้าหน้าที่ศาลหลักเมืองจัดเครื่องบวงสรวงชุดใหญ่ พร้อมนำคณะนายกรัฐมนตรีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ 5 จุดสำคัญ ได้แก่ หอพระพุทธรูป ศาลาจำลองเสาหลักเมือง องค์พระหลักเมือง ศาลเทพารักษ์ทั้ง 5 และเติมน้ำมันตะเกียงเพื่อสะเดาะเคราะห์ เสริมความเป็นสิริมงคล

จากนั้นนายกฯ เดินทางต่อไปยังกระทรวงกลาโหม เพื่อสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวง อาทิ เจ้าพ่อหอกลอง ก่อนที่ พล.ท.อดุลย์ จะพาเดินชมอาคารและสถานที่ภายในศาลาว่าการกระทรวงกลาโหม ระหว่างนั้น นายอนุทินสังเกตเห็นจุดมาร์กบนพื้นซึ่งติดไว้ด้วยเทปกาว จึงถามถึงวัตถุประสงค์ โดย พล.ท.อดุลย์ ชี้แจงว่าเป็นจุดกำหนดตำแหน่งสำหรับฝึกซ้อมเดินริ้วขบวน ซึ่งตนจะมาฝึกซ้อมเป็นประจำทุกเช้า ทำให้นายกฯ สนใจและร่วมฝึกซ้อมเดินตามจุดมาร์กดังกล่าวด้วยตนเองนานประมาณ 20 นาที โดยมีปลัดกระทรวงกลาโหมร่วมฝึกซ้อมด้วย บรรยากาศเป็นไปอย่างเป็นกันเอง ขณะที่ข้าราชการกระทรวงกลาโหมต่างเข้ามาขอถ่ายภาพร่วมกับนายกฯ

ต่อมาเวลา 12.10 น. พล.ท.อดุลย์ จัดเลี้ยงอาหารกลางวันรับรองนายกฯ และคณะ ณ ห้องอัษฎางค์ ชั้น 3 ศาลาว่าการกระทรวงกลาโหม โดยจัดเมนูอาหารแบบเดียวกับที่กำลังพลรับประทาน ประกอบด้วย ต้มยำไก่ ไข่เจียว น้ำพริกตาแดงพร้อมผักสด ปลากะพงผัดฉ่า และกะหล่ำปลีผัดน้ำปลา ก่อนปิดท้ายด้วยถั่วเขียวต้มน้ำตาล สะท้อนบรรยากาศการรับประทานอาหารร่วมกันในแบบเรียบง่าย

รายงานข่าวเปิดเผยว่า ระหว่างรับประทานอาหาร นายกรัฐมนตรีได้ฝากให้กองทัพช่วยดูแลและเร่งฟื้นฟูความเป็นอยู่ของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในช่วงหลังน้ำลดอย่างต่อเนื่อง จนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติและประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ พร้อมกล่าวขอบคุณกองทัพที่ระดมกำลังพลและยุทโธปกรณ์เข้าช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มกำลังในช่วงที่ผ่านมา 

ก่อนที่เวลา 12.55 น. นายกฯ พร้อมคณะ จะเดินทางออกจากกระทรวงกลาโหม โดยกล่าวขอบคุณ รมว.กลาโหม สำหรับการต้อนรับและอาหารกลางวันที่มีรสชาติอร่อย พร้อมระบุว่าการเดินทางมาครั้งนี้ยังเป็นโอกาสให้ได้รับทราบความเป็นอยู่ของกำลังพลอย่างใกล้ชิด.