พร้อม “เลขาฯ กวาง” น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกฯ มารับประทานอาหารด้วยกัน จนถูกมองเป็นความเคลื่อนไหวทางการเมืองในช่วงอภิปรายไม่ไว้วางใจ

เดิมพรรคกล้าธรรมแบะท่าจะร่วมรัฐบาลกับภูมิใจไทย ตั้งแต่หลังเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ. 69 แต่ปรากฏว่าในบางพื้นที่เลือกตั้งเกิดการแข่งขันกันอย่าง ดุ เดือด ระหว่าง 2 พรรคนี้ ที่มีมากกว่า 10 เขต และเมื่อพรรคภูมิใจไทย ได้ สส. มาเป็นลำดับ 1 กวาด สส. รวม 192 เสียง และเมื่อดีล พรรคเพื่อไทย สำเร็จ รวมกับพรรคเล็กอื่นๆ ก็ได้ร่วมสามร้อยเสียง จึงไม่ต้องดึงพรรคกล้าธรรมเข้ามา ทำให้ “ผู้กองธรรมนัส” กลืนเลือดเป็น พรรคฝ่ายคอย การทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ดูจะเป็นรัฐอิสระที่ไม่ได้ไปในทิศทางเดียวกันกับพรรคประชาชน และพรรคประชาธิปัตย์

จนในที่สุด “ไอติม” พริษฐ์ วัชรสินธุ ประธานวิปฝ่ายค้าน ก็ประกาศไม่ให้พรรคกล้าธรรมร่วมวิปต่อไป เพื่อให้แสดงท่าทีในการโหวตไว้วางใจได้เต็มที่ เสียงฝ่ายค้านน้อยลง แต่สองพรรคหลักบอกว่า “ใช้วิธีฟ้องประชาชน” คือการอภิปรายให้เห็นความไม่ชอบธรรมของรัฐบาลหนูในเรื่องต่างๆ เปิดประเด็นขึ้นมาเรื่อยๆ แล้วประชาชนจะตัดสินใจเองในการเลือกตั้งครั้งต่อไป และกดดันพรรคร่วมรัฐบาลว่า “เห็นแล้วยังทนได้หรือ?”

เสียงโหวตรัฐบาลการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไม่ได้เป็นเงื่อนไขให้ต้องปรับเอากล้าธรรมมาร่วม ครม. เพราะมาหรือไม่ เสียงของฝ่ายค้านก็ไม่พอจะสอยด้วยการยกมือโหวต กล้าธรรมน่าจะมาด้วยเหตุที่ “ก็ออกจากวิปฝ่ายค้านแล้ว” จะให้เป็นพรรคไม่มีฝ่าย เห็นทีเลือกตั้งสมัยหน้าจะสูญเก้าอี้ไปเยอะเพราะไม่มีผลงานเด่นในสภา ประกอบกับความสนิทชิดเชื้อระหว่าง “หนู-นัส” ทำให้ภูมิใจไทยอ้าแขนรับได้ไม่ยาก?? 

ถึงแม้ว่าขณะนี้ พรรคกล้าธรรม มี สส. 58+1 (ไทยสร้างไทย) ซึ่งเป็นที่รู้กันว่า เก้าอี้ที่ “ผู้กองธรรมนัส” อยากได้น่าจะเป็นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งดูเป็นงานถนัด แต่พรรคภูมิใจไทย ก็ไม่น่าจะไปแตะ กล่องดวงใจ  ายทุนคนสำคัญของพรรคเพื่อไทย อย่าง นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้ ดังนั้นหากอยากได้ที่เดิม ก็น่าจะได้เพียงแค่ “รมช.เกษตรฯ” แต่แนวโน้มพรรคเพื่อไทยจะขอคุมแบบเบ็ดเสร็จตามเดิม!!

อย่างไรก็ตามขณะนี้ก็เกิดความเคลื่อนไหว หลังเสร็จศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ และอาจยาวไปถึงช่วงต้นปี 70 เพื่อมีการประเมินผลงาน (KPI) ของรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย ในรอบ 1 ปี เพื่อให้มีความเหมาะสมในการคัดคนเข้า-ออก และก็มีข่าวลือสะพัดว่าเริ่มมีการเจรจาถึงโควตารัฐมนตรี ในระดับหนึ่ง  

จึงมีความเป็นไปได้ สำหรับการปรับ ครม. “อนุทิน 2/1” ใน 2 สูตร คือ สูตรที่ 1 อาจมีการจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีให้พรรคกล้าธรรม รวม 4- 5 เก้าอี้ แบ่งเป็น รองนายกรัฐมนตรี (ควบกับ รมว.ว่าการฯ) รัฐมนตรีว่าการ 2 เก้าอี้ และรัฐมนตรีช่วย 2 เก้าอี้ โดยเบื้องต้นคาดว่าจะได้เก้าอี้ รมว.พาณิชย์ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา รมว.อุตสาหกรรม ส่วน 2 รัฐมนตรีช่วย จะดูในตำแหน่งที่เหมาะสม โดยเฉพาะ “รมช.มหาดไทย” ที่ต้องมีเอาไว้คุมงานฝ่ายปกครองทั่วประเทศ 

สูตรที่ 2 คือ การโยกนายภราดร ปริศนานันทกุล จาก รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ไปเป็น รมช.คลัง เพื่อช่วยงานนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง โดยเอาเก้าอี้ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ว่างลง ให้กับพรรคกล้าธรรม และยังมีเก้าอี้ว่างจากการแต่งตั้งรัฐมนตรีไม่ครบ 36 คน ที่ว่างไว้ 1 ตำแหน่ง ส่วนอีกตำแหน่ง คือ รมว.พาณิชย์ ของคนนอก ที่ไม่กระเทือนบ้านใหญ่ แต่อาจทำให้ผู้สนับสนุนพรรคไม่พอใจ เพราะ “รมต.แต๋ม” ศุภจี สุธรรมพันธุ์ คือทีมมืออาชีพจุดขายของพรรคตั้งแต่ช่วงการเลือกตั้ง แต่เมื่อครบ 1 ปี ถ้าจะเป็น “นักการเมือง” ก็ต้องมีคำว่า “เสียสละ”

ทั้ง “สองสูตร” นี้ จะเกิดขึ้นยังเป็นเรื่องของอนาคต และขึ้นกับว่า “ภูมิใจไทย” จะต้องเสริมความแข็งแกร่ง หาพันธมิตร เพื่อสู้กับ “พรรคส้ม” ที่พยายามเจาะยางให้ได้ในเลือกตั้งหน้าหรือไม่?.