เมื่อวันที่ 21 ต.ค. นายเชษฐา ทรัพย์เย็น นักรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช กล่าวถึงภาพการร่วมรับประทานอาหารอินเดียระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี แกนนำพรรคภูมิใจไทย และ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคกล้าธรรม ว่า ภาพดังกล่าวมีนัยสำคัญทางการเมืองอย่างยิ่ง โดยเฉพาะทิศทางการตัดสินใจของพรรคกล้าธรรมต่อสถานการณ์ทางการเมืองหลังจากนี้ การปรากฏตัวร่วมกันของแกนนำทั้งสองพรรค ถือเป็นสัญญาณว่า ร.อ.ธรรมนัส ได้ตัดสินใจเลือกทิศทางทางการเมืองแล้ว โดยมีแนวโน้มที่จะยืนเคียงข้างพรรคภูมิใจไทย ไม่ใช่เฉพาะการสนับสนุนรัฐบาลในการอภิปรายไม่ไว้วางใจเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงความร่วมมือทางการเมืองในระยะต่อไปด้วย
นายเชษฐา กล่าวต่อว่า ก่อนหน้านี้ มีกระแสข่าวเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน พรรคกล้าธรรม และพรรคประชาธิปัตย์ อาจรวมเสียงกันเพื่อตั้งรัฐบาล โดดเดี่ยวพรรคภูมิใจไทย แต่เมื่อพิจารณาจากความเคลื่อนไหวล่าสุดของ ร.อ.ธรรมนัส ต้องยอมรับว่าสูตรการเมืองดังกล่าวแทบจะกลายเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ หรือ Mission Impossible ไปแล้ว ทั้งนี้ เพราะการเคลื่อนไหวของพรรคกล้าธรรมสะท้อนให้เห็นถึงทิศทางความร่วมมือกับพรรคภูมิใจไทยมากกว่าการกลับไปร่วมมือกับพรรคเพื่อไทย
นายเชษฐา กล่าวต่อว่า มีความเป็นไปได้ที่ระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคกล้าธรรมอาจมีความเข้าใจหรือข้อตกลงทางการเมืองบางประการร่วมกัน ซึ่งอาจครอบคลุมตั้งแต่การสนับสนุนรัฐบาลในสถานการณ์สำคัญ การเปิดทางให้พรรคกล้าธรรมเข้าร่วมรัฐบาลในอนาคต ไปจนถึงความเป็นไปได้ในการรวมพรรคการเมืองเข้าด้วยกัน อย่างไรก็ตาม ประเด็นเหล่านี้ยังเป็นการประเมินความเป็นไปได้ทางการเมือง ไม่ใช่ข้อยืนยันว่าทั้งสองพรรคได้บรรลุข้อตกลงอย่างเป็นทางการ
นายเชษฐา กล่าวอีกว่า การเคลื่อนไหวดังกล่าวยังมีนัยเป็นการส่งสัญญาณถึงพรรคเพื่อไทยด้วย เพราะก่อนหน้านี้ พรรคเพื่อไทยพยายามใช้สถานการณ์การอภิปรายไม่ไว้วางใจเพิ่มอำนาจต่อรองทางการเมืองของตัวเอง โดยเฉพาะในช่วงที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มีความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการขอนิรโทษกรรม ในห้วงเวลาที่มีประเด็นคดีภาษีจากการขายหุ้นชินคอร์ปที่ต้องเผชิญ
นายเชษฐา กล่าวต่อว่า จังหวะทางการเมืองดังกล่าวอาจทำให้พรรคเพื่อไทยคาดหวังว่าจะสามารถใช้การอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นเครื่องมือเพิ่มแรงกดดันและอำนาจต่อรองกับรัฐบาล รวมถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับนายทักษิณ แต่เมื่อพรรคกล้าธรรมส่งสัญญาณเลือกยืนอยู่ข้างพรรคภูมิใจไทย สมการต่อรองทางการเมืองจึงเปลี่ยนแปลงไป เพราะแม้รัฐบาลจะไม่ได้รับการสนับสนุนจากพรรคเพื่อไทย แต่หากยังมีเสียงสนับสนุนจากพรรคกล้าธรรม ก็มีเสียงเพียงพอสำหรับรักษาเสถียรภาพของรัฐบาลได้ นั่นหมายความว่า พรรคเพื่อไทยอาจต้องกลับไปทบทวนยุทธศาสตร์ทางการเมืองของตัวเองใหม่ เพราะอำนาจต่อรองที่เคยคาดหวังจากการรวมเสียงของพรรคการเมืองต่าง ๆ อาจไม่เป็นไปตามแผน
นายเชษฐา ยังกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่าง ร.อ.ธรรมนัสกับพรรคเพื่อไทยว่า ต้องไม่ลืมว่า ร.อ.ธรรมนัส เคยมีประสบการณ์ทำงานร่วมกับพรรคเพื่อไทยมาแล้ว และในมุมมองของตน ร.อ.ธรรมนัส มักอยู่ในสถานะที่ต้องทำงานภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทยมากกว่าจะมีบทบาทกำหนดทิศทางทางการเมืองอย่างเต็มที่ พูดง่ายๆ ว่าเป็นลูกน้องเขา ด้วยเหตุนี้ จึงมองว่าเป็นเรื่องยากที่ ร.อ.ธรรมนัส จะตัดสินใจกลับไปทำงานร่วมกับพรรคเพื่อไทยอีกครั้ง โดยเฉพาะเมื่อปัจจุบันมีทางเลือกในการสร้างความร่วมมือกับพรรคภูมิใจไทย ซึ่งอาจเปิดพื้นที่ทางการเมืองให้กับพรรคกล้าธรรมได้มากกว่าเดิม
“สถานการณ์ตอนนี้อาจกลายเป็นว่า พรรคเพื่อไทยต่างหากที่ต้องหันมาให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์กับพรรคภูมิใจไทย เพราะเมื่อพรรคกล้าธรรมเลือกทิศทางแล้ว อำนาจต่อรองของแต่ละพรรคก็ย่อมเปลี่ยนไป” นายเชษฐา กล่าว
นายเชษฐา กล่าวอีกว่า สำหรับกระแสข่าวความเป็นไปได้ในการรวมพรรคกล้าธรรมเข้ากับพรรคภูมิใจไทยนั้น ตนมองว่า ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมายของการเมืองไทย เพราะการรวมกลุ่มทางการเมือง การย้ายพรรค หรือการควบรวมพรรค ล้วนเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้ตามเงื่อนไขและผลประโยชน์ทางการเมืองในแต่ละช่วงเวลา โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาโครงสร้างของพรรคกล้าธรรม ซึ่งมีลักษณะเป็นกลุ่มการเมืองที่มี ร.อ.ธรรมนัส เป็นแกนนำ ขณะที่พรรคภูมิใจไทยเองก็มีโครงสร้างที่ประกอบด้วยกลุ่มการเมืองหลายกลุ่มอยู่แล้ว
นายเชษฐา กล่าวต่ออีกว่า ดังนั้น หากในอนาคตจะมีการนำกลุ่มการเมืองของ ร.อ.ธรรมนัส เข้ามาร่วมกับพรรคภูมิใจไทย ก็ไม่ได้เป็นเรื่องผิดปกติในทางการเมือง และไม่จำเป็นต้องมองว่าเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นจนเกินไป เพราะรูปแบบการรวมตัวเช่นนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในระบบพรรคการเมืองไทย ส่วนข้อกังวลเกี่ยวกับภาพลักษณ์ทางการเมือง หากพรรคภูมิใจไทยจะเปิดรับกลุ่มของ ร.อ.ธรรมนัส เข้ามาร่วมงานนั้น มองว่า เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่สามารถถกเถียงกันได้ แต่ในทางการเมืองยังต้องพิจารณาข้อเท็จจริงจากผลการเลือกตั้งและจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่แต่ละพรรคได้รับด้วย เพราะจำนวน สส. เป็นตัวสะท้อนฐานสนับสนุนและอำนาจต่อรองในระบบรัฐสภา ซึ่งอาจแตกต่างจากกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่ปรากฏในโลกออนไลน์
“ภาพวงอาหารอินเดียครั้งนี้จึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงการพบปะรับประทานอาหารระหว่างนักการเมืองเท่านั้น แต่ยังเป็นภาพที่สามารถนำมาวิเคราะห์ทิศทางความสัมพันธ์และการจัดวางขั้วอำนาจทางการเมืองในระยะต่อไปได้ โดยเฉพาะท่าทีของ ร.อ.ธรรมนัส ซึ่งในมุมมองของตน ถือว่าส่งสัญญาณชัดเจนขึ้นว่า พรรคกล้าธรรมกำลังเลือกเดินไปกับพรรคภูมิใจไทย มากกว่าการย้อนกลับไปจับมือกับพรรคเพื่อไทย ขณะที่ความร่วมมือในอนาคตจะพัฒนาไปถึงขั้นเข้าร่วมรัฐบาลหรือรวมพรรคหรือไม่นั้น ยังต้องติดตามการตัดสินใจของแกนนำทั้งสองพรรคต่อไป” นายเชษฐา กล่าว.



