เมื่อวันที่ 21 ต.ค. ที่สำนักงาน ปปง. กรุงเทพฯ นายสนธิญา สวัสดี พร้อมด้วย พลเรือตรี ชรัมม์ภากร พรหมภากร อดีตรองผู้บัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อเลขาธิการ ปปง. เพื่อขอให้ตรวจสอบมูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้ (เพิ่มเติม) จากที่ก่อนหน้านี้ นายสนธิญาได้เคยยื่นตรวจสอบไปแล้ว โดยวันนี้จึงประสงค์ส่งเอกสารเพิ่มเติม และนำพยานบุคคล พร้อมเอกสารรายละเอียดต่าง ๆ เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงในการดำเนินการช่วงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา กรณีการใช้เงินของมูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้ จำนวน 200 ล้านบาท เป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ โดยมี นายพีรธร วิมลโลหการ ที่ปรึกษาด้านกฎหมายและพัฒนามาตรการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และในฐานะรองโฆษกประจำสำนักงาน ปปง. เป็นผู้แทนรับเรื่อง

โดย นายสนธิญา สวัสดี เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 31 ต.ค. 68 ตนเคยยื่นเรื่องหนังสือขอให้สำนักงาน ปปง. ดำเนินการตรวจสอบมูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้ ซึ่งอีกประมาณ 10 กว่าวัน ก็จะครบกำหนด 1 ปีบริบูรณ์ ส่วนสาเหตุที่ต้องออกมาเคลื่อนไหว เนื่องจากตนได้รับหนังสือตอบกลับจากกรมการปกครอง ซึ่งระบุว่า ยังไม่ได้รับรายละเอียดที่ชัดเจนในกรณีของมูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้ อย่างไรก็ดี วันนี้ตนไม่ได้มาแจ้งเบาะแสเหมือนอย่างเมื่อวันที่ 31 ต.ค. 68 แต่เป็นการมาร้องตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 48 และมาตรา 55 เพื่อขอให้คณะกรรมการ ปปง. หรือเลขาธิการ ปปง. ยึดและอายัดทรัพย์มูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้ รวมถึงทรัพย์สินของนายกัน จอมพลังและภรรยาทั้งหมด พร้อมทั้งขอให้ ปปง. เรียกรายละเอียดทั้งหมดมาเพื่อประกอบการพิจารณาวินิจฉัยและอายัดทรัพย์ตามกฎหมายต่อไป

นายสนธิญา เผยอีกว่า ขณะนี้มูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้ กำลังถูกหลายฝ่ายตรวจสอบ แต่ยังไม่มีการออกมาชี้แจงข้อกล่าวหาต่าง ๆ ให้ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นโครงการสร้างตู้คอนเทนเนอร์ การติดตั้งกล้องวงจรปิด (CCTV) ถนน เสื้อเกราะ หรือสิ่งของต่าง ๆ ในพื้นที่ชายแดนจังหวัดจันทบุรีและตราด รวมถึงประเด็นเรื่องเงินสำรองที่เคยแถลงออกไป ตั้งแต่ยอด 10 ล้านบาท 20 ล้านบาท หรือ 200 ล้านบาท ว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ เงินดังกล่าวมาจากไหน และได้เบิกจ่ายในเรื่องของมูลนิธิฯ จริงหรือไม่ ซึ่งหากถูกต้องตามกฎหมายก็ไม่มีปัญหา แต่หากไม่สามารถชี้แจงได้ ก็จะเข้าข่ายกรณีการฟอกเงิน เนื่องจากเงินทั้งหมดมาจากการที่พี่น้องประชาชนบริจาคให้มูลนิธิฯ เพื่อช่วยประเทศชาติ ซึ่งต้องทำตามกระบวนการกฎหมายและความถูกต้อง วันนี้ตนจึงยืนยันว่าไม่ได้มาชี้เบาะแส แต่มาร้องตามกฎหมาย ปปง. เพื่อขอให้ตรวจสอบว่าเงินบริจาคจำนวนดังกล่าวเป็นจริงหรือไม่ และนำมาจากไหน

นายสนธิญา เผยอีกว่า ตนได้เชิญพลเรือตรี ชรัมม์ภากร พรหมภากร อดีตรองผู้บัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด ซึ่งเคยทำหน้าที่ในขณะที่เกิดเหตุการณ์ มาเป็นพยานในการส่งเอกสารเพิ่มเติมให้ ปปง. ในวันนี้ เนื่องจากพลเรือตรี ชรัมม์ภากร เป็นผู้ที่รักสถาบันกองทัพเรือ และอยู่ในเหตุการณ์ตรงนั้นทั้งหมด จึงมาเป็นพยานให้แก่ตนในการให้ ปปง. ตรวจสอบเรื่องดังกล่าว

ขณะที่ พลเรือตรี ชรัมม์ภากร พรหมภากร อดีตรองผู้บัญชาการกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) กล่าวว่า วันนี้ตนมาเพื่อให้ข้อเท็จจริงกับสำนักงาน ปปง. ส่วนขั้นตอนการสอบสวนหลังจากนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป ก็เป็นหน้าที่และกระบวนการของเจ้าหน้าที่ดำเนินการต่อไป

ด้าน นายพีรธร วิมลโลหการ ที่ปรึกษาด้านกฎหมายและพัฒนามาตรการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และรองโฆษกประจำสำนักงาน ปปง. เปิดเผยว่า เมื่อได้รับเรื่องร้องตรวจสอบจากนายสนธิญา มาแล้ว 2 ครั้ง สำนักงาน ปปง. จึงอยู่ในระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐาน เนื่องจากกระบวนการดำเนินคดีตามกฎหมายว่าด้วยการฟอกเงิน จะต้องพิจารณาประกอบกับเรื่องความผิดมูลฐานด้วย ซึ่งหากผลการตรวจสอบพบว่ามีการกระทำความผิดจริง ก็จะดำเนินการตามกฎหมายโดยไม่มีการละเว้นแต่อย่างใด