เมื่อวันที่ 21 ต.ค. ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ถนนแจ้งวัฒนะ นายวัชระ เพชรทอง อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ เดินทางมายื่นหนังสือ ขอให้อัยการสูงสุดเร่งรัดการดำเนินคดีล้มละลายตามที่กรมสรรพากร จะต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลฎีกา ยึดอายัดทรัพย์ของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ตามคำพิพากษากว่า 1.7 หมื่นล้าน และกรมสรรพากรได้มีหนังสือให้ดำเนินคดีล้มละลายกับนายทักษิณ ตอนนี้ในฐานะคนไทยเห็นว่า การกระทำของจำเลยในคดีนี้มีเจตนาอำพรางซ่อนเร้นการถือหุ้น และการขายหุ้นดังกล่าวเพื่อหลีกหนีการชำระหนี้ภาษีอากรแก่รัฐ อันเป็นพฤติการณ์ร้ายแรงประกอบกับคดีจะหมดอายุความ วันที่ 27 มี.ค. 2570 เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อรัฐในการติดตามยึดทรัพย์สินทั้งในประเทศและต่างประเทศมาชำระหนี้ให้ถูกต้องครบถ้วน จึงขอให้สำนักงานอัยการสูงสุดเร่งรัดการฟ้องคดีล้มละลายโดยเร็วที่สุด พร้อมกับยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในทันที อันเป็นการป้องกันความเสียหายแก่รัฐ จากความพยายามของจำเลยที่พยายามจะยืดเวลาคดีออกไปจนพ้นระยะเวลาการบังคับชำระหนี้ภาษีอากร

นายประยุทธ เพชรคุณ อธิบดีอัยการภาค 4 ในฐานะโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวว่า จากการตรวจสอบพบว่าเรื่องนี้ กรมสรรพากร ได้ส่งเรื่องนี้มาที่สำนักงานอัยการสูงสุดเมื่อวันที่ 30 ก.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับวันสิ้นปีงบประมาณ มีการเปลี่ยนผู้บริหารสำนักงานอัยการสูงสุด แล้วเมื่อนายโกวิท ศรีไพโรจน์ อัยการสูงสุด รับตำแหน่งก็ได้มีคำสั่งให้สำนักงานอัยการคดีล้มละลาย และทางอธิบดีอัยการสำนักงานคดีล้มละลายได้สั่งตั้งคณะทำงาน ให้มีรองอธิบดีอัยการสำนักงานคดีล้มละลายเป็นหัวหน้าคณะทำงาน โดยการพิจารณาสำนวนจะเป็นรูปแบบของคณะทำงานโดยเมื่อวันที่ 19 ต.ค. ที่ผ่านมา มีการประชุมร่วมกันระหว่างสำนักงานอัยการคดีล้มละลาย กับกรมสรรพากร ซึ่งคดีนี้ทางสำนักงานอัยการสูงสุดไม่ได้นิ่งนอนใจเพราะตั้งแต่รับเรื่องมา ทางสำนักงานอัยการสูงสุดก็เร่งรัดและอยู่ระหว่างขั้นตอนการดำเนินการ ส่วนผลก็ต้องดูการพิจารณาของคณะทำงานที่มีความรู้ความสามารถด้านนี้ ไม่ว่าอัยการจะมีคำสั่งอย่างไร จะดำเนินคดีหรือไม่ ทุกอย่างไม่ว่าข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมาย ทางสำนักงานอัยการสูงสุดสามารถชี้แจงแสดงเหตุผลให้กับประชาชนรับทราบต่อไป



