นายสมฤทธิ์ วงศ์สวัสดิ์ ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดสมุทรสงคราม เป็นประธานในการประชุมสภาเกษตรกรจังหวัดฯ ครั้งที่ 9/2569 (ครั้งที่ 1 ปีงบประมาณ 2570) โดยมีนายศดิศ พัลลภรักษา รักษาการหัวหน้าสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดสมุทรสงคราม พร้อมเจ้าหน้าที่และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วม เพื่อหารือแนวทางพัฒนาภาคการเกษตร ติดตามปัญหาของเกษตรกร และกำหนดมาตรการส่งเสริมอาชีพให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป

ที่ประชุมเตรียมขับเคลื่อนผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) โดยประสานความร่วมมือกับหอการค้าจังหวัด สภาอุตสาหกรรมจังหวัด สำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัด สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเปิดโอกาสให้เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน บริษัท ผู้ประกอบการรายบุคคล และผู้เริ่มต้นธุรกิจ เข้าถึงการสนับสนุนจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)

โครงการตั้งเป้ารับสมัครสมาชิก SME จำนวน 100 ราย ก่อนคัดเลือก 10 องค์กรที่มีศักยภาพเข้าร่วมพัฒนาธุรกิจ ทั้งการอบรม การจัดทำแผนธุรกิจ การขอรับการสนับสนุนงบประมาณ และการเพิ่มช่องทางตลาด เพื่อยกระดับสินค้าและบริการให้แข่งขันได้มากขึ้น

องค์กรที่ผ่านการคัดเลือกจะมีโอกาสนำเสนอผลงานและผลิตภัณฑ์ในระดับภูมิภาค โดยมีการกล่าวถึงการจัดงานที่จังหวัดราชบุรี วันที่ 20 มกราคม 2570 ก่อนเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกระดับภาค เพื่อเฟ้นหาองค์กรที่มีผลงานโดดเด่นเข้ารับการยกย่องในระดับประเทศ ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังพิจารณา (ร่าง) แผนปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณโครงการพัฒนาเกษตรกรสู่การเป็นผู้ประกอบการ SME เกษตรมืออาชีพ ซึ่งได้รับอนุมัติงบประมาณรวม 200 ล้านบาท เพื่อดำเนินงานใน 77 จังหวัด โดยมีกิจกรรมบริหารจัดการระดับพื้นที่และคัดเลือกเกษตรกรกลุ่มเป้าหมายเข้าร่วมโครงการ

สำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดสมุทรสงครามจึงจัดทำร่างแผนดำเนินงานและการใช้จ่ายงบประมาณเสนอต่อที่ประชุม เพื่อให้การขับเคลื่อนโครงการเป็นไปตามแผน และช่วยให้เกษตรกรต่อยอดผลผลิต เพิ่มมูลค่าสินค้า และพัฒนาสู่การเป็นผู้ประกอบการมืออาชีพ

อีกประเด็นสำคัญ คือ ข้อเสนอให้ภาครัฐชะลอการเข้าร่วมอนุสัญญาคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ หรือ UPOV จนกว่าจะศึกษาผลกระทบอย่างรอบด้าน และชี้แจงข้อดีข้อเสียให้เกษตรกรเข้าใจ โดยเฉพาะการปรับปรุงกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ของอนุสัญญา

เกษตรกรมีความกังวลเกี่ยวกับสิทธิในการเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้เพาะปลูกต่อ การนำพันธุ์พืชไปใช้ประโยชน์ และความเสี่ยงจากการละเมิดสิทธิในพันธุ์พืชที่ได้รับความคุ้มครอง จึงเรียกร้องให้รัฐชี้แจงขอบเขตทางกฎหมาย พร้อมกำหนดมาตรการคุ้มครองเกษตรกรรายย่อยอย่างชัดเจนก่อนตัดสินใจเดินหน้า

ขณะที่ฝ่ายสนับสนุนมองว่า UPOV จะช่วยคุ้มครองสิทธิของนักปรับปรุงพันธุ์ ส่งเสริมการวิจัย และจูงใจให้เกิดการพัฒนาพันธุ์พืชใหม่ที่มีคุณภาพ ส่วนเกษตรกรต้องการความมั่นใจว่ากฎหมายจะไม่กระทบต่อวิถีเพาะปลูกดั้งเดิมและการใช้พันธุ์พืชในชุมชน

ที่ประชุมยังยกตัวอย่างพริกบางช้าง ซึ่งเป็นพันธุ์พืชที่มีความสำคัญต่อท้องถิ่น โดยเห็นว่าควรสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างพันธุ์พื้นเมืองดั้งเดิมกับพันธุ์ใหม่ที่ผ่านการปรับปรุงและอาจได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย

ทั้งนี้ สภาเกษตรกรจังหวัดสมุทรสงครามเสนอให้ภาครัฐเปิดเผยข้อมูล รับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย และชี้แจงทั้งประโยชน์ ผลกระทบ และหลักประกันสิทธิของเกษตรกรให้ชัดเจน เพื่อให้การพัฒนาภาคเกษตรและการส่งเสริมผู้ประกอบการ SME ดำเนินไปควบคู่กันอย่างเหมาะสม สร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากและยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรอย่างยั่งยืน