เมื่อวันที่ 22 ต.ค. นายพชร นริพทะพันธุ์ คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวถึงกรอบความร่วมมือ Bangkok Blueprint ผลผลิตจากเวที IMF-World Bank 2026 ที่กรุงเทพฯ ว่า ความร่วมมือดังกล่าวมีขึ้นมาเพื่อรับมืออาชญากรรมทางการเงินโดยเฉพาะปัจจุบันที่ถูกขยายใหญ่ขึ้นด้วย AI ถือเป็นก้าวที่ดีของไทยที่สอดรับกับการลงนามอนุสัญญาสหประชาชาติต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ที่กรุงฮานอยเมื่อปีที่แล้ว แม้ปัจจุบันไทยจะยังไม่ให้สัตยาบันและอนุสัญญาวางเงื่อนไขการมีผลบังคับใช้ไว้ว่า จะเริ่มบังคับใช้ผูกพันประเทศภาคีก็ต่อเมื่อให้สัตยาบันครบ 40 ประเทศ ซึ่งขณะนี้มีเพียง 3 ประเทศ ที่ให้สัตยาบัน คือ กาตาร์ อาเซอร์ไบจาน และเวียดนาม แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่ผูกพันที่จะปฏิบัติตามสนธิสัญญาระหว่างประเทศลงได้ เพราะรัฐที่ลงนามมีพันธกรณีแล้วตาม VCLT มาตรา 18 คือ ระหว่างนี้ต้องไม่กระทำการใดที่เป็นการละเมิดความมุ่งหมายและวัตถุประสงค์ของสนธิสัญญาก่อนมีผลใช้บังคับ กล่าวคือ ต้องส่งเสริมและเสริมสร้างมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลยิ่งขึ้น อำนวยความสะดวก และเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ ส่งเสริม อำนวยความสะดวก และสนับสนุนความช่วยเหลือทางวิชาการที่เกี่ยวข้อง
นายพชร กล่าวอีกว่า Bangkok Blueprint จึงถือเป็นเจตนาที่ดีที่สอดรับ และสร้างบรรยากาศความเชื่อมั่นในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ดีข้อสังเกตจากเวทีประชุม พูดกันถึงเรื่อง AI ที่เข้ามามีบทบาทในโลกธุรกิจการเงิน ที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการใช้สินทรัพย์ดิจิทัลในการเคลื่อนย้ายทรัพย์สิน ซึ่งเป็นโจทย์หนึ่งที่ต้องเร่งทำคู่ขนานกับการเสริมสร้างมาตรการป้องกันอาชญากรรมไซเบอร์ทางการเงิน ที่ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีในการหนีการลงโทษทางกฎหมาย สำหรับปัจจุบันการระดมทุนผ่านโทเคนดิจิทัลประเภทหลักทรัพย์ (Security Token Offering) (STO) ยังต้องรอกระบวนการปรับปรุงพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 สร้างความสามารถในการระดมทุนบนเทคโนโลยี เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มความสามารถของการเข้าถึงได้ ซึ่งหากออกแบบกฎระเบียบให้เหมาะสม จะเป็นประโยชน์ต่อ SMEs และ ผู้ลงทุนรายย่อยในการเข้าหาตลาดทุน ได้ง่ายขึ้น
นายพชร กล่าวว่า สุดท้ายคือ ต้องเปลี่ยนมุมมองเรื่องประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมาย กระบวนการสอบสวน ความซ้ำซ้อนขององค์กรที่เกี่ยวข้อง และบทลงโทษ ซึ่งเป็นความท้าทายที่สำคัญและความซับซ้อนของธุรกรรมในปัจจุบันที่ถูกย้ายไปอยู่ในโลกสินทรัพย์ดิจิทัลที่สามารถธุรกรรมข้ามพรมแดนได้ในวินาทีเดียว เป็นดาบสองคทของสังคม ที่มีระบบราชการที่กำหนดการบริหารจัดการจากกระบวนการมากกว่าความสามารถในการกำกับดูแล ซึ่งต้องปรับปรุงหน่วยงานกำกับดูแล อื่นๆของรัฐที่ไม่ใช่ราชการในการทำหน้าที่ตามจุดประสงค์ตั้งต้น เพื่อมาตรฐานและความคล่องตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตัดความซ้ำซ้อนของระบบยุติธรรม เช่น พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครอง ซึ่งมีไว้สำหรับกำกับระบบราชการ ไม่ควรนำมาใช้กำกับหน่วยงานที่ต้องการความคล่องตัว ซึ่งควรกลับไปอยู่กับศาลยุติธรรม เพื่อทำให้เกิดมาตรฐานเดียวกัน กับภาคธุรกิจและการพาณิชย์แบบเดียวกันกับประเทศ โดย OECD มี 4 แนวทางที่จะรองรับ ตรวจสอบ และป้องปรามอาชญกรรมทางไซเบอร์ด้านการเงินที่ตนมองว่าสามารถทำได้ในเบื้องต้นเพื่อแก้ปัญหาช่องโหว่ตอนนี้ คือ
1) กำหนดหน้าที่ของหน่วยงานกำกับดูแลที่ชัดเจน โดยโฟกัสไปที่การปกป้องผู้บริโภค 2) ให้ความรู้สังคมเกี่ยวกับหน้าที่ของหน่วยงานตน เพื่อไม่สร้างความเชื่อและความสำคัญหน้าที่ผิดๆ ขึ้นมา 3) ใช้ระเบียบและกฎหมายที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพ ล้างระเบียบที่ไร้ประโยชน์และไม่ได้ถูกใช้ เพื่อลด ปริมาณระเบียบที่เป็นช่องโหว่ในการบังคับใช้ และ 4) พัฒนาความเข้าใจกับบริบทที่เกิดขึ้นในระดับนานาชาติ เพื่อสามารถตีกรอบ การแลกเปลี่ยน ข้อมูลที่จำเป็น และ มีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจประเทศไทย
“จาก Bangkok Blueprint ถึงโจทย์ของการใช้สินทรัพย์ดิจิทัลที่ไปเกี่ยวพันกันกับเรื่องอาชญากรรมทางการเงินระหว่างประเทศ ถือเป็นการเริ่มต้นของปัญหาใหม่ บนปัญหาเดิม แต่ต้องอาศัยความเข้าใจเทคโนโลยี เพื่อไม่ต้องคอยตามแก้หลังเกิดปัญหา นี่คือสิ่งที่ไทยควรสร้างสถาปัตยกรรมที่ควบคู่ไปกับการวางตัวเป็นศูนย์กลางทางการเงินในภูมิภาคที่เชื่อถือได้ อย่าทำล้ำเส้นจนสร้างผลกระทบความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ และอย่าทำน้อยจนทำให้ระบบความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจเสียหาย แต่การออกแบบระเบียบต้องพอดีและใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มากกว่าตื่นกลัวจนออกระเบียบกฎเกณฑ์มาจนฟุ้งจนไม่น่าเชื่อถือในการลงทุน” นายพชร กล่าว



